กชายทรพี นำแม่ผู้พิการไปสู่อาณาจักรพันล้านของสามีผู้ล่วงลับ
บทที่ 1: ประตูที่ปิดตายและหัวใจที่แหลกสลาย
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์หรูหราใจกลางกรุงเทพมหานคร สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา “นวลจันทร์” หญิงชราในวัยหกสิบห้าปี นั่งสั่นเทาอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ที่เปียกชุ่ม เสื้อผ้าที่เคยดูดีบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและน้ำฝน เธอใช้แรงอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ทุบลงบนประตูไม้สักบานใหญ่ของบ้านลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ
“ภคิน… ภคินลูก เปิดประตูให้แม่หน่อย แม่ไม่มีที่ไปแล้วลูก…”
เสียงของเธอแหบพร่าและถูกกลืนหายไปกับเสียงฝน หลังจากที่ “เจ้าสัวเกริก” สามีของเธอเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนด้วยโรคร้าย ธุรกิจและทรัพย์สินที่เคยมีก็ถูกเจ้าหนี้ตามยึดจนหมด นวลจันทร์ต้องสูญเสียบ้านหลังเล็กที่ใช้อาศัย และเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อุบัติเหตุเมื่อหลายเดือนก่อนทำให้เธอสูญเสียการเดินไปตลอดกาล
บานประตูเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟสีนวลจากในบ้านส่องกระทบใบหน้าของ “ภคิน” ชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพง เขายืนกอดอกมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ ข้างกายเขามี “รตี” ภรรยาสาวไฮโซที่ยืนเบ้ปาก เอามือปิดจมูกราวกับได้กลิ่นเหม็นสาบ
“แม่มาทำไมที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ สภาพแบบนี้ใครเห็นเขาจะคิดยังไง!” ภคินตวาดเสียงแข็ง
“แม่โดนไล่ออกจากห้องเช่าแล้วลูก… แม่ขอเข้าไปหลบฝน ขอแม่พักที่นี่สักคืนสองคืนเถอะนะ ภคิน…” นวลจันทร์ยกมือไหว้ลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง น้ำตาแห่งความอัปยศผสมกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก
“จะบ้าเหรอคะคุณภคิน! พรุ่งนี้เรามีจัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ของคุณนะ ถ้าแขกวีไอพีมาเห็นว่ามีคนพิการซอมซ่ออยู่ในบ้าน งานเรากร่อยแน่ๆ!” รตีพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรังเกียจ
ภคินถอนหายใจยาว เขามองนวลจันทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่มองว่าเธอคือ ‘ตัวถ่วง’ ในชีวิต “กลับไปเถอะแม่ ผมไม่มีที่ให้แม่หรอก บ้านนี้ไม่ใช่สถานสงเคราะห์คนพิการ อย่ามาเป็นภาระให้ผมต้องปวดหัวไปมากกว่านี้เลย แค่หนี้สินของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ ผมก็เหนื่อยพอแล้ว”
ปัง!
ประตูไม้สักปิดกระแทกใส่หน้าผู้เป็นแม่อย่างไร้เยื่อใย เสียงล็อกกลอนประตูดังก้องอยู่ในหัวใจของนวลจันทร์ เธอถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางความมืดและสายฝนที่เหน็บหนาว… ลูกชายที่เธออุ้มชูเลี้ยงดูมาด้วยความรัก บัดนี้ได้ตัดขาดเธออย่างสมบูรณ์
บทที่ 2: บัตรปริศนาของชายผู้ล่วงลับ
คืนนั้น นวลจันทร์ได้รับความช่วยเหลือจากแท็กซี่พลเมืองดี พาไปหลบฝนที่ห้องพักราคาถูกแห่งหนึ่ง เธอเช็ดตัวด้วยความหนาวสั่น ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่าที่ติดตัวมาเพียงใบเดียวเพื่อหาเศษเงิน
ขณะที่เธอรื้อของในกระเป๋า สมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเก่าๆ ของเจ้าสัวเกริกก็ร่วงหล่นลงมาบนพื้น สมุดเล่มนี้คือสิ่งเดียวที่เธอเก็บไว้ดูต่างหน้าสามี แต่เมื่อมันกระแทกพื้น ช่องลับที่ซ่อนอยู่ตรงสันปกก็เปิดอ้าออก
มีบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน…
นวลจันทร์ค่อยๆ ดึงสิ่งนั้นออกมา มันคือ บัตรโลหะสีดำสนิท น้ำหนักของมันหนักกว่าบัตรทั่วไป บนบัตรไม่มีชื่อธนาคาร ไม่มีชื่อเจ้าของ มีเพียงตัวเลขสิบสองหลักที่ถูกสลักด้วยทองคำแท้ และตราสัญลักษณ์รูปสิงโตคู่ที่ดูคุ้นตา… มันคือตราของธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย
เธอลูบคลำบัตรใบนั้นพร้อมกับรอยน้ำตา เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ลึกๆ ในใจ เธอสัมผัสได้ว่าสามีผู้ล่วงลับกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง
บทที่ 3: ความจริงที่ถูกซ่อนเร้น
เช้าวันรุ่งขึ้น นวลจันทร์ใช้เงินก้อนสุดท้ายจ้างรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารแห่งนั้น สภาพของเธอที่นั่งอยู่บนวีลแชร์เก่าๆ และเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ ทำให้พนักงานต้อนรับมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
“คุณป้าคะ ที่นี่เป็นไพรเวทแบงก์กิ้ง สำหรับลูกค้าระดับพรีเมียมเท่านั้นค่ะ ถ้าจะมาขอเรี่ยไรเงิน เชิญข้างนอกนะคะ” พนักงานสาวพูดด้วยน้ำเสียงขับไล่
นวลจันทร์ไม่สนใจคำดูถูก เธอค่อยๆ วางบัตรโลหะสีดำสนิทลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน “ฉันต้องการพบผู้จัดการ… บัตรใบนี้เป็นของสามีฉัน”
พนักงานสาวขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบบัตรนั้นขึ้นมาดู ทันทีที่เธอเห็นสัญลักษณ์สิงโตคู่และน้ำหนักของโลหะ หน้าของเธอก็ซีดเผือดลงทันที เธอรีบกดโทรศัพท์สายตรงหาผู้จัดการสาขาทันทีด้วยมือที่สั่นเทา
ไม่ถึงห้านาที “คุณกิตติ” ผู้จัดการธนาคารวัยกลางคนก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากห้องทำงาน ทันทีที่เขาเห็นบัตรสีดำบนเคาน์เตอร์ และมองเห็นใบหน้าของนวลจันทร์…
โครม!
ผู้จัดการกิตติผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึงจนเก้าอี้ทำงานราคาแพงหงายหลังล้มตึง เขารีบก้าวออกมายืนตรงหน้านวลจันทร์ โค้งคำนับลงต่ำสุดจนแทบจะติดพื้น ท่ามกลางความตกตะลึงของพนักงานทั้งธนาคาร
“คะ… คุณผู้หญิงนวลจันทร์ใช่ไหมครับ!” น้ำเสียงของกิตติสั่นเครือ “ในที่สุด… ในที่สุดคุณก็มา”
“คุณรู้จักฉันเหรอคะ… แล้วบัตรใบนี้คืออะไร?” นวลจันทร์ถามด้วยความสับสน
กิตติเดินเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงข้างๆ วีลแชร์ของเธอ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ดังก้องไปถึงขั้วหัวใจ
“คุณผู้หญิงครับ… มีบางอย่างที่คุณจำเป็นต้องเห็น เชิญทางนี้ครับ”
บทที่ 4: พินัยกรรมของผู้หยั่งรู้
กิตติเข็นรถของนวลจันทร์เข้ามาในห้องนิรภัยชั้นใต้ดินที่ต้องใช้รหัสผ่านและลายนิ้วมือหลายชั้น บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารหนาเตอะ และกล่องไม้สักบุกำมะหยี่
“ท่านเจ้าสัวเกริกไม่ได้ล้มละลายครับคุณผู้หญิง” คำพูดแรกของกิตติทำเอานวลจันทร์เบิกตากว้าง “ท่านรู้ตัวดีว่าป่วยหนัก และรู้ซึ้งถึงนิสัยที่แท้จริงของคุณภคิน… ว่าเขาโลภมากและไม่มีวันดูแลคุณผู้หญิงได้หากไม่มีผลประโยชน์”
กิตติเปิดแฟ้มเอกสาร “ท่านเจ้าสัวจึงจัดฉากการล้มละลายทั้งหมด เพื่อทดสอบจิตใจของลูกชาย และโอนถ่ายทรัพย์สินที่แท้จริงทั้งหมด… หุ้นในเครืออสังหาริมทรัพย์ ที่ดินทำเลทองกว่าร้อยไร่ และเงินสดในบัญชีลับมูลค่ากว่าห้าพันล้านบาท… เข้าสู่กองทุนทรัสต์ที่ผูกติดกับบัตรสีดำใบนี้”
นวลจันทร์น้ำตาไหลพราก ความจริงที่กระแทกเข้ามาทำให้เธอรู้ซึ้งถึงความรักและความห่วงใยที่สามีมีให้ เขาปกป้องเธอจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
“และเงื่อนไขเดียวที่จะเปิดใช้งานกองทุนนี้ได้ คือเมื่อคุณผู้หญิงนำบัตรใบนี้มาที่ธนาคารด้วยตัวเอง… ตอนนี้ คุณนวลจันทร์คือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทที่ครอบครองคฤหาสน์ที่คุณภคินอาศัยอยู่ครับ”
บทสรุป: บทเรียนที่ต้องจดจำ
คืนนั้นที่คฤหาสน์ของภคิน งานเลี้ยงฉลองตำแหน่งกำลังดำเนินไปอย่างหรูหรา ภคินและรตีกำลังชนแก้วแชมเปญกับแขกเหรื่ออย่างภาคภูมิใจ
แต่จู่ๆ เสียงเพลงก็ดับลง ประตูคฤหาสน์ถูกเปิดออกกว้าง กลุ่มชายชุดดำในสูทภูมิฐานเดินเรียงแถวเข้ามา พร้อมกับทนายความระดับแนวหน้าของประเทศ… และตรงกลางนั้น คือ นวลจันทร์ ที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ไฟฟ้าคันใหม่เอี่ยม สวมชุดผ้าไหมเรียบหรู แต่แฝงไปด้วยอำนาจบารมี
“แม่! แม่เข้ามาได้ยังไง รปภ. ปล่อยคนบ้าเข้ามาได้ยังไง!” ภคินตะโกนลั่นด้วยความโกรธจัดและอับอาย
ทนายความก้าวขึ้นมาด้านหน้า พร้อมชูเอกสารคำสั่งศาล “กรุณาระวังคำพูดด้วยครับคุณภคิน ผมมาในนามของคุณนวลจันทร์… ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของ ‘เกริกกรุ๊ป’ และเจ้าของกรรมสิทธิ์คฤหาสน์หลังนี้ที่แท้จริง”
“พะ… พูดบ้าอะไร! บริษัทพ่อมันเจ๊งไปแล้วนี่!” ภคินหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่น
“แกสอบตกภคิน…” เสียงของนวลจันทร์เรียบเย็นและเด็ดขาด “พ่อของแกทิ้งบททดสอบไว้ เพื่อดูว่าลูกชายที่เขาเลี้ยงมาจะมีหัวใจความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างไหม… แต่แกกลับเลือกที่จะปิดประตูใส่หน้าแม่ตัวเอง ปล่อยให้แม่ตากฝนเพื่อแลกกับหน้าตาทางสังคมจอมปลอมของแก”
รตีทรุดลงไปนั่งกับพื้นเมื่อรู้ว่าสามีของตัวเองไม่ได้รวยจริง และกำลังจะสูญเสียทุกอย่าง
“แม่ครับ… ผมขอโทษ ผมมันโง่เอง แม่ยกโทษให้ผมนะ…” ภคินคลานเข่าเข้ามาหานวลจันทร์ น้ำตาของลูกผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ไหลอาบแก้ม เขาพยายามจะเอื้อมมือไปจับขอบรถเข็น
แต่นวลจันทร์กดปุ่มถอยรถวีลแชร์ออกห่าง สายตาของเธอไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความว่างเปล่าที่มอบให้คนแปลกหน้า
“เก็บคำขอโทษของแกไว้เถอะภคิน… ฉันไม่มีที่ให้คนแปลกหน้าอย่างแกหรอก” เธอมองลงมาที่ลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย “เก็บข้าวของของพวกแก แล้วออกไปจากบ้านของฉัน… ก่อนที่ฉันจะให้คนมาลากคอแกออกไป เหมือนที่แกเคยไล่ฉันเมื่อคืน”
นวลจันทร์หมุนรถเข็นหันหลังกลับ ทิ้งให้ภคินและรตีกรีดร้องและร้องไห้ฟูมฟายอยู่ท่ามกลางคฤหาสน์ที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต ประตูที่ภคินเคยปิดใส่หน้าผู้เป็นแม่ บัดนี้ได้ถูกปิดตายสำหรับตัวเขาเอง… ตลอดกาล
