ฟางเส้นสุดท้ายหน้าห้องฉุกเฉิน: เมื่อไข้สี่สิบองศาของลูกสาว

เผาผลาญความอดทนและปลุกสัญชาตญาณความเป็นแม่

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แสงไฟนีออนสีขาวที่สว่างจ้าจนแสบตา และเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพที่ดังกะพริบเป็นจังหวะรัวเร็ว คือบรรยากาศที่บีบคั้นหัวใจคนเป็นแม่ให้แตกสลายได้ในพริบตา

‘พลอยไพลิน’ นั่งตัวสั่นอยู่หน้าเตียงผู้ป่วยฉุกเฉิน สองมือของเธอกอบกุมมือน้อยๆ ที่ร้อนผ่าวราวกับไฟของ ‘น้องรดา’ ลูกสาววัยสี่ขวบเอาไว้แน่น ร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงกระสับกระส่ายและเริ่มมีอาการชักเกร็ง ตัวเลขบนหน้าจอเทอร์โมมิเตอร์ที่พยาบาลเพิ่งวัดได้พุ่งสูงถึง 39.8 องศาเซลเซียส

“คุณแม่คะ อาการน้องรดาเข้าข่ายติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออาจจะเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หมอจำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อนำไปตรวจหาเชื้อด่วนที่สุด แต่หัตถการนี้มีความเสี่ยง…” หมอวิน แพทย์เวรดึกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หมอต้องการลายเซ็นยินยอมจากผู้ปกครองทั้งสองท่าน หรืออย่างน้อยต้องได้รับการยืนยันจากคุณพ่อของน้องด้วยครับ”

พลอยไพลินพยักหน้ารับทั้งน้ำตา มือที่สั่นเทาล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหา ‘ชัชวีร์’ สามีที่บอกเธอว่าคืนนี้มีประชุมบอร์ดบริหารด่วนและต้องค้างที่โรงแรมของบริษัท

สายเรียกเข้าดังอยู่นาน… นานจนหัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น ในที่สุดปลายสายก็กดรับ

“มีอะไรพลอย ผมยุ่งอยู่ ไม่เห็นเวล่ำเวลาหรือไง” น้ำเสียงของชัชวีร์เจือไปด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด

“พี่ชัช… รดาไข้ขึ้นสูงมาก ตอนนี้ชักจนต้องเข้าไอซียู หมอบอกว่าต้องเจาะน้ำไขสันหลังด่วน พี่ชัชรีบมาที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยได้ไหมคะ พลอยกลัว…” พลอยไพลินพยายามคุมเสียงไม่ให้สะอื้น

ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา กลับไม่ใช่ความตื่นตระหนกของคนเป็นพ่อ

“โอย… พลอย! คุณจะตื่นตูมอะไรนักหนา เด็กก็เป็นไข้กันทั้งนั้นแหละ ให้หมอเช็ดตัวกินยาก็ดรอปแล้ว ผมกำลังคุยโปรเจกต์ร้อยล้านอยู่นะ คุณจะให้ผมทิ้งงานไปดูเด็กร้องไห้หรือไง? แค่นี้นะ ผมรำคาญ!”

ก่อนที่เขาจะกดตัดสาย เสียงที่แทรกเข้ามาในเสี้ยววินาทีนั้นไม่ใช่เสียงพรีเซนต์งาน หรือเสียงการประชุมบอร์ดบริหาร แต่มันคือเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาว และเสียงเพลงบีทหนักๆ ที่ดังทะลุเข้ามาในหูโทรศัพท์

“ใครโทรมาคะพี่ชัช… ดื่มแก้วนี้ก่อนสิคะ”

หัวใจของพลอยไพลินที่เคยว้าวุ่นด้วยความกลัว บัดนี้กลับเย็นเยียบลงราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง หลุมพรางความหลงผิดที่เธอเพียรพยายามหลอกตัวเองมาตลอดห้าปีว่าเขาคือ ‘หัวหน้าครอบครัวที่ดี’ ได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบตรงหน้าประตูห้องฉุกเฉินแห่งนี้

พยาบาลเวรดึกในแผนกฉุกเฉินจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาเวทนา พยาบาลสาวคงคิดว่าฉันจะกรีดร้อง ร้องไห้ฟูมฟาย หรืออ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายปลายสายเมื่อลูกสาวไข้สูงเกือบสี่สิบองศาและกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย

แต่เปล่าเลย… ฉันกลับกดตัดสายจากสามีอย่างเงียบเชียบ เก็บสมาร์ทโฟนลงในกระเป๋า ก่อนจะหันไปบอกแพทย์เจ้าของไข้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเด็ดขาดว่า

“ไม่ต้องรอเขาแล้วค่ะ หมอรักษาแกได้เลย ฉันเซ็นยินยอมเอง”

หมอวินชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของคนเป็นแม่ เขาก็พยักหน้ารับและรีบสั่งการพยาบาลให้เตรียมห้องปลอดเชื้อทันที

พลอยไพลินจรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารยินยอมด้วยมือที่นิ่งสนิท น้ำตาที่เคยไหลรินบัดนี้เหือดแห้งไปหมดแล้ว วินาทีที่จรดปลายปากกา เธอไม่ได้แค่เซ็นอนุมัติการรักษาให้ลูกสาว แต่เธอกำลังเซ็น ‘อนุมัติอิสรภาพ’ ให้กับชีวิตของตัวเองด้วย

ผู้ชายที่เห็นเซ็กส์และการทรยศสำคัญกว่าลมหายใจของลูก… ไม่มีค่าพอที่จะใช้คำว่า ‘พ่อ’ หรือ ‘สามี’ อีกต่อไป

สิบสองชั่วโมงต่อมา…

แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็ก น้องรดาพ้นขีดอันตรายแล้วและกำลังนอนหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยา พลอยไพลินนั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวด้วยรอยยิ้มบางๆ เธอเพิ่งวางสายจากทนายความส่วนตัวเพื่อจัดการเรื่อง ‘ฟ้องหย่า’ และ ‘ฟ้องชู้’ พร้อมหลักฐานทางการเงินทั้งหมดที่เธอแอบรวบรวมมาเงียบๆ ตลอดหลายเดือน

แกร๊ก…

ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักออกอย่างแรง ชัชวีร์เดินกระหืดกระหอบเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงผสมกลิ่นเหล้ายังคงลอยคลุ้งติดตัวเขามา

“พลอย! รดาเป็นยังไงบ้าง! ทำไมคุณไม่โทรอัปเดตผมเลย หายโทรไปกี่สายก็ไม่รับ รู้ไหมว่าผมทิ้งงานมาเลยนะ!” ชัชวีร์แสร้งทำน้ำเสียงหอบเหนื่อยและเป็นห่วง

พลอยไพลินค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เธอเดินเข้าไปหาสามีที่พยายามจะสวมกอดเธอ แต่เธอเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ

“รดาปลอดภัยแล้วค่ะ…” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “และฉันก็ไม่ได้ไม่รับสาย แต่ฉัน ‘บล็อก’ เบอร์คุณไปแล้วต่างหาก”

“พลอย! คุณทำบ้าอะไรของคุณ คุณงี่เง่าเกินไปแล้วนะ ผมไปทำงานเหนื่อยๆ แทบตาย คุณยังจะมาทำนิสัยแบบนี้อีกเหรอ!” ชัชวีร์เริ่มขึ้นเสียงตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้คุมเกม

แต่ครั้งนี้… พลอยไพลินไม่ได้ก้มหน้ายอมรับผิดเหมือนที่ผ่านมา เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบแหวนแต่งงานเพชรเม็ดงามที่เขาเคยสวมให้ ปาใส่หน้าอกกว้างของชัชวีร์อย่างแรงจนมันร่วงหล่นลงพื้นกระเบื้องเสียงดังกังวาน

“เก็บละครฉากใหญ่ของคุณไปเล่นกับผู้หญิงที่บาร์เมื่อคืนเถอะค่ะชัชวีร์” พลอยไพลินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของสามี “ฉันให้ทนายจัดการเรื่องหย่าแล้ว ฉันจะฟ้องเอาอำนาจปกครองบุตรมาเป็นของฉันคนเดียว และคุณเตรียมตัวรอรับหมายศาลคดีฟ้องชู้ได้เลย หุ้นในบริษัทของคุณครึ่งหนึ่งที่เป็นชื่อฉัน ฉันจะเทขายทั้งหมด”

“พ-พลอย… คุณพูดเรื่องอะไร ผมอธิบายได้นะ เมื่อคืนมัน…” ชัชวีร์หน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างเริ่มก้าวไม่ออกเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะสูญเสียทั้งเมียที่แสนดีและแหล่งเงินทุนสำคัญไป

“ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นค่ะ” พลอยไพลินตัดบท ชี้มือไปที่ประตู “เชิญออกไปจากห้องนี้ แล้วอย่ามาให้ลูกของฉันเห็นหน้าอีก ผู้ชายที่ปล่อยให้ลูกตัวเองนอนรอความตายหน้าห้องฉุกเฉินเพียงเพื่อจะเสพสุขกับผู้หญิงอื่น… ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกชื่อลูกของฉัน ออกไป!!”

ชัชวีร์ยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเขาก็ต้องล่าถอยออกไปจากห้องเมื่อพยาบาลเดินเข้ามาดูความเรียบร้อย

เมื่อประตูห้องปิดลง พลอยไพลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอหันกลับไปมองน้องรดาที่ยังคงนอนหลับพริ้ม ไม่มีความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอหลงเหลืออยู่ในใจของเธออีกต่อไปแล้ว

ไข้สี่สิบองศาของลูกในคืนนั้น ได้แผดเผาความรักโง่ๆ ที่เธอเคยมีให้ผู้ชายคนนั้นจนหมดสิ้น และมันได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็น ‘แม่’ ที่เข้มแข็งที่สุด… พร้อมที่จะกางปีกปกป้องโลกทั้งใบของเธอเพียงลำพังตลอดไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *