บ้านของพี่ชาย’ เพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างแดน และปล่อยให้โลกของพวกเขาสลายไปเอง
บทที่ 1: ความเหนื่อยล้าที่ไร้ค่า
เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและเสียงสบถอย่างหัวเสียดังลอดออกมาจากห้องนอนชั้นสองของบ้าน มันเป็นเสียงที่ “ณิดา” คุ้นเคยจนกลายเป็นความน่ารำคาญที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน
ณิดาในวัย 28 ปี ลากร่างที่เหนื่อยล้าจากการทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์เข้ามาในบ้าน เธอเป็นหัวหน้าทีมมาร์เก็ตติ้งของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งที่ต้องแบกรับความเครียดมหาศาล แต่นั่นยังไม่เหนื่อยเท่ากับการต้องกลับมาเจอสภาพบ้านที่รกเละเทะ จานชามกองพะเนินในซิงก์ และขยะที่ไม่มีใครคิดจะเอาไปทิ้ง
“นพ” พี่ชายวัย 32 ปีของเธอ เป็นคนตกงานที่ใช้ข้ออ้างว่า “กำลังค้นหาตัวเอง” มาตลอดห้าปี วันๆ เขาเอาแต่ขลุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมและสตรีมมิ่งที่แทบจะไม่มีคนดู แต่ถึงกระนั้น “แม่พร” แม่ผู้มีค่านิยมรักลูกชายคนโตมากกว่าสิ่งใด ก็ยังคงปรนนิบัติพัดวีและปกป้องเขาเสมอ
“กลับมาแล้วเหรอ? ทำไมวันนี้กลับดึกนัก หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!”
เสียงของนพดังตะคอกลงมาจากบันได เขายืนกอดอกมองน้องสาวด้วยสายตาหงุดหงิด
“ณิดาเหนื่อยมากเลยพี่นพ วันนี้ที่บริษัทมีปัญหาใหญ่ ณิดาไม่มีแรงทำกับข้าวให้หรอกนะ พี่นพสั่งเดลิเวอรี่มากินเองก่อนเถอะ” ณิดาตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ พลางวางกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟา
“อะไรวะ! แค่ทำกับข้าวแค่นี้มันจะตายหรือไง! ฉันเป็นพี่แกนะ แกมีหน้าที่ต้องดูแลคนในบ้านไม่ใช่เหรอ หรือคิดว่าหาเงินได้เยอะกว่าแล้วจะข่มใครก็ได้!” นพเริ่มขึ้นเสียง โวยวายราวกับเด็กถูกขัดใจ
เสียงเอะอะโวยวายทำให้แม่พรที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับเดินออกมาจากห้องนอน แม่มองณิดาด้วยสายตาตำหนิอย่างไม่ปิดบัง
“ณิดา… ทำไมทำนิสัยแบบนี้ พี่เขารอแกทำกับข้าวมาตั้งหลายชั่วโมง แกจะให้พี่เขากินข้าวกล่องโง่ๆ ได้ยังไง ไป… รีบเข้าครัวไปทำให้พี่เขาเดี๋ยวนี้” แม่พรออกคำสั่ง
“แม่คะ! ณิดาทำงานหาเงินงกๆ นอกบ้านวันละสิบกว่าชั่วโมงนะ พี่นพอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งวัน ทำไมแค่ทอดไข่หรือหุงข้าวถึงทำเองไม่ได้!” ความอดทนของณิดาขาดผึง เธอเถียงกลับด้วยความอัดอั้น
“ก็มันเป็นหน้าที่ของแก!” แม่พรตวาดลั่น “แกเป็นผู้หญิง เป็นน้อง ก็ต้องดูแลพี่ชาย! แล้วจำเอาไว้นะ… ที่นี่มัน ‘บ้านของนพ’ ถ้าแกอยู่แล้วเอาแต่สร้างปัญหา ไม่รู้จักทำหน้าที่ของตัวเอง… แกก็ไสหัวออกไปซะ!”
คำว่า ‘บ้านของนพ’ และ ‘ไสหัวออกไป’ ดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของณิดา
ใช่… ในโฉนดที่ดิน บ้านหลังนี้เป็นชื่อของนพ เพราะเมื่อสามปีก่อนตอนที่ซื้อบ้าน แม่บังคับให้ใส่ชื่อนพเป็นเจ้าของบ้านเพียงผู้เดียว เพื่อเป็น “หน้าเป็นตา” ให้ลูกชายและหวังว่ามันจะทำให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น
แต่สิ่งที่พวกเขาทั้งสองคนไม่เคยรู้… หรืออาจจะแกล้งลืมไปแล้วก็คือ เงินดาวน์หลักแสน และค่างวดบ้านหลักหมื่นที่ต้องจ่ายให้ธนาคารทุกๆ สิ้นเดือนตลอดสามปีที่ผ่านมา… ถูกหักผ่านบัญชีเงินเดือนของณิดาโดยอัตโนมัติ
นพไม่เคยควักเงินจ่ายค่าบ้านแม้แต่บาทเดียว เพราะเขาไม่มีงานทำ!
ณิดายืนนิ่ง น้ำตาที่ควรจะไหลกลับเหือดแห้งไปหมด เหลือเพียงความว่างเปล่าและความสมเพช เธอจ้องมองใบหน้าเกรี้ยวกราดของพี่ชาย และแววตาเย็นชาของคนเป็นแม่
เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ… เป็นรอยยิ้มที่ทำให้แม่และพี่ชายถึงกับชะงัก
“เข้าใจแล้วค่ะ… ถ้าอย่างนั้น ณิดาก็ขอคืน ‘บ้านของพี่นพ’ ให้พี่นพดูแลเองก็แล้วกันนะคะ”
บทที่ 2: การจากลาที่เงียบงัน
คืนนั้น ณิดาไม่ได้เข้าครัว เธอเดินขึ้นห้อง ล็อกประตู และเริ่มเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทาง
ในใจของเธอไม่มีความลังเลอีกต่อไป เมื่อสัปดาห์ก่อน บอสชาวสิงคโปร์เพิ่งยื่นข้อเสนอให้เธอไปรับตำแหน่ง Regional Manager ที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ พร้อมสวัสดิการที่พักและเงินเดือนที่สูงขึ้นเกือบสามเท่า ตอนแรกเธอปฏิเสธไปเพราะยังห่วงแม่และพี่ชาย… แต่ตอนนี้ ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงอีกแล้ว
รุ่งเช้า ณิดาลากกระเป๋าเดินทางสองใบลงมาจากชั้นบน นพและแม่พรกำลังนั่งกินข้าวต้มที่ซื้อมาจากหน้าปากซอย ทั้งคู่ปรายตามองเธออย่างหยิ่งยโส คิดว่าณิดาคงแค่เรียกร้องความสนใจ
“จะไปไหนล่ะ? คิดว่าเก่งนักก็ไปเลยนะ ไปแล้วไม่ต้องซมซานกลับมาล่ะ ฉันไม่เปิดประตูรับแกหรอก!” แม่พรพูดประชดประชัน
ณิดาไม่ตอบ เธอเพียงแค่วางกุญแจบ้านลงบนโต๊ะกระจก
“ดูแลตัวเองด้วยนะคะแม่ ขอให้มีความสุขกับ ‘บ้านของพี่นพ’ ค่ะ”
นั่นคือประโยคสุดท้าย ก่อนที่ณิดาจะก้าวออกจากบ้านหลังนั้น ปิดประตูรั้ว และขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่มีปลิงดูดเลือดคอยถ่วงความเจริญ
ระหว่างนั่งรอเครื่องบิน ณิดากดเปิดแอปพลิเคชันของธนาคารบนมือถือ เธอเข้าไปที่เมนู ‘การหักบัญชีอัตโนมัติ’ นิ้วเรียวกดปุ่ม “ยกเลิกการชำระค่างวดสินเชื่อบ้าน” รวมถึงยกเลิกการหักค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
ในเมื่อเป็นบ้านของพี่นพ… พี่นพก็ควรจะจ่ายเองสิ จริงไหม? ณิดาคิดในใจพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะปิดโทรศัพท์และก้าวขึ้นเครื่องบินไปสู่ประเทศสิงคโปร์
บทที่ 3: โลกที่พังทลายลงมา
หนึ่งเดือนแรกในสิงคโปร์ของณิดาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย เธอสนุกกับงานใหม่ ได้พบปะผู้คนที่มีทัศนคติที่ดี และที่สำคัญ… เธอมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำจากการที่ไม่ต้องเอาไปทิ้งละลายแม่น้ำกับครอบครัว
ในขณะเดียวกัน ที่กรุงเทพมหานคร… พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นใน ‘บ้านของนพ’
บิลค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอินเทอร์เน็ตของเดือนแรกถูกสอดไว้ที่ตู้จดหมาย นพโวยวายใส่แม่พรเมื่ออินเทอร์เน็ตถูกตัดกลางคันขณะที่เขากำลังเล่นเกม
“แม่! ทำไมนังณิดามันไม่จ่ายค่าเน็ตเนี่ย! ไปตามมันมาจ่ายเดี๋ยวนี้เลยนะ ผมเล่นเกมไม่ได้!”
“โทรไปหามันตั้งหลายรอบแล้ว มันปิดเครื่องหนีตลอดเลย นังลูกเนรคุณเอ๊ย!” แม่พรด่าทอด้วยความโมโห โดยที่ทั้งคู่ยังต้องจำใจควักเงินเก็บก้นหลอดของตัวเองไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟเพื่อประทังชีวิต
แต่หายนะที่แท้จริงมาเยือนในเดือนที่สาม…
“จดหมายทวงถามหนี้สินเชื่อเคหะสถาน และบอกเลิกสัญญา” จากธนาคาร ถูกส่งตรงมาถึงหน้าบ้าน จ่าหน้าซองถึง นาย นพวิทย์
เมื่อแม่พรเปิดซองจดหมายอ่าน ขาทั้งสองข้างของเธอก็แทบจะทรุดลงกับพื้น ตัวเลขยอดค้างชำระสามงวดติด รวมกับค่าปรับล่าช้า เป็นจำนวนเงินเกือบแสนบาท! พร้อมกับคำขู่ว่าหากไม่นำเงินมาชำระภายใน 15 วัน ธนาคารจะดำเนินการฟ้องร้องและยึดทรัพย์ทันที
“นี่มันอะไรกันตานพ! ทำไมธนาคารส่งจดหมายทวงหนี้มาล่ะ ปกตินังณิดามันเป็นคนจ่ายไม่ใช่เหรอ!” แม่พรหน้าซีดเผือด วิ่งหน้าตั้งเอาเอกสารไปให้ลูกชายดู
นพรับจดหมายมาอ่าน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ความหยิ่งยโสที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา “ก็มันไม่จ่ายมาสามเดือนแล้วนี่แม่! ผมจะไปเอาเงินที่ไหนมาจ่าย เดือนละตั้งสองหมื่นกว่าบาท ผมไม่มีงานทำนะ!”
“แล้วตอนไล่มันไป แกคิดว่าใครจะจ่ายยะ!” แม่พรเริ่มเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า
ความจริงอันโหดร้ายฟาดหน้าคนทั้งคู่จนชาหนึบ พวกเขาหลอกตัวเองมาตลอดว่าบ้านหลังนี้เป็นสิทธิ์ขาดของนพ เป็นความชอบธรรมที่คนเป็นพี่ชายควรได้รับ โดยลืมคิดไปสนิทเลยว่าฟันเฟืองเดียวที่ทำให้บ้านหลังนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้… คือหยาดเหงื่อแรงงานของน้องสาวที่พวกเขามองว่าเป็นแค่ ‘คนรับใช้’
“แม่โทรหามันเดี๋ยวนี้! โทรเข้าเบอร์ที่ทำงานมันเลย บังคับให้มันโอนเงินมาเดี๋ยวนี้!” นพตะโกนอย่างเสียสติ
แม่พรรีบกดโทรศัพท์เข้าเบอร์ออฟฟิศเก่าของณิดา แต่คำตอบที่ได้รับจากฝ่ายบุคคลกลับทำให้โลกรอบตัวของเธอหมุนคว้าง
“อ๋อ คุณณิดาลาออกและย้ายไปประจำที่สำนักงานใหญ่สิงคโปร์ตั้งแต่สามเดือนที่แล้วค่ะ เธอไม่ได้ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้ ขอโทษด้วยนะคะ”
บทสรุป: บทเรียนราคาแพงของคนเห็นแก่ตัว
หกเดือนต่อมา…
ป้าย ‘ทรัพย์สินรอการขาย (NPA)’ ของธนาคาร ถูกนำมาติดปักไว้ที่รั้วหน้าบ้าน
นพและแม่พรต้องหอบข้าวหอบของระเห็จออกจากบ้านที่เคยภาคภูมิใจนักหนา พวกเขาต้องย้ายไปเช่าห้องแถวเล็กๆ ซอมซ่อชานเมือง นพถูกบังคับให้ต้องออกไปหางานทำเป็นพนักงานส่งของเพื่อหาเงินมาประทังชีวิตอย่างยากลำบาก ส่วนแม่พรก็ต้องทนรับสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดยัดเยียด ได้แต่นั่งร้องไห้คิดถึงลูกสาวที่ตัวเองเคยขับไล่ไสส่ง
ในขณะเดียวกัน ที่มาริน่าเบย์ ประเทศสิงคโปร์…
ณิดากำลังยืนจิบแชมเปญอยู่ริมระเบียงคอนโดหรูบนชั้น 40 ทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับของเมืองที่เจริญก้าวหน้า ลมเย็นๆ พัดมากระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขและอิสรภาพ
โทรศัพท์มือถือของเธอสั่นเตือน มีข้อความทางอีเมลส่งมาจากคนรู้จักที่ไทย แจ้งข่าวเรื่องที่บ้านของแม่และพี่ชายถูกธนาคารยึดเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับแนบรูปป้ายประกาศขายบ้านมาให้ดู
ณิดามองรูปนั้นด้วยสายตาที่เรียบเฉียบ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความสงสาร มีเพียงความโล่งใจที่ปลดแอกตัวเองออกจากโซ่ตรวนแห่งคำว่า ‘สายเลือด’ ที่จอมปลอมได้สำเร็จ
เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่มด่ำกับรสชาติของความสำเร็จ
บ้านของพี่นพงั้นเหรอ…? หวังว่าตอนนี้ พี่นพคงจะได้เรียนรู้วิธีสร้างบ้านด้วยตัวเองแล้วนะ
ณิดายิ้มให้กับตัวเอง… และหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยอนาคตอันสดใสของเธอ ทิ้งอดีตที่เน่าเฟะไว้เบื้องหลังตลอดกาล.
