แล้วทิ้งให้ฉันอุ้มแผลสดขึ้นรถเมล์ตามลำพัง
แสงแดดของกรุงเทพมหานครในช่วงสายร้อนระอุจนแทบจะแผดเผาผิวหนัง แต่ความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในหัวใจของฉัน
ฉันชื่อ “นลิน” เพิ่งผ่านการผ่าตัดคลอดลูกสาวตัวน้อย “น้องพริม” มาได้เพียงห้าวันเท่านั้น วันนี้เป็นวันที่หมอนัดมาดูแผลผ่าตัดและตรวจสุขภาพของลูกน้อย ฉันยืนอุ้มลูกด้วยความระมัดระวัง มือข้างหนึ่งประคองทารกน้อยที่กำลังหลับพริ้ม ส่วนอีกข้างกุมหน้าท้องที่ซ่อนแผลผ่าตัดยาวเหยียดเอาไว้ ทุกครั้งที่ขยับตัว ความเจ็บปวดจะแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องสูดลมหายใจลึกๆ
รถ SUV ยุโรปคันหรูสีดำมันปลาบแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าโรงพยาบาล รถคันนี้คือหยาดเหงื่อแรงกายของฉัน ฉันเป็นคนดาวน์และผ่อนมันทุกเดือนด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหนัก กระจกหน้าต่างเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าของ “ภวินท์” สามีที่ฉันเคยคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ เขาไม่ได้ลงจากรถมาช่วยฉันถือของหรืออุ้มลูกเลยแม้แต่น้อย
ฉันพยายามเดินกะเผลกๆ เข้าไปใกล้ เปิดประตูหลังเพื่อจะพาลูกขึ้นรถ แต่แล้วเสียงของภวินท์ก็ดังขัดขึ้น
“นลิน เดี๋ยวส่งลูกมาให้แม่ถือ แล้วเธอก็ปิดประตูซะ”
ฉันขมวดคิ้วด้วยความงุนงง มองเข้าไปในรถก็เห็น “คุณแม่ปราณี” แม่สามีของฉันนั่งเชิดหน้าอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ เบาะหลังถูกปรับเอนจนสุดและเต็มไปด้วยข้าวของที่แม่สามีแวะซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า ทั้งถุงเสื้อผ้าและของใช้ฟุ่มเฟือยจนแทบไม่เหลือที่นั่ง
“พี่วินท์ หมายความว่ายังไงคะ นลินเจ็บแผลอยู่นะ จะให้นลินนั่งเบียดข้าวของพวกนี้เหรอ?” ฉันถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“เบาะหลังมันเต็มแล้ว แม่เขาซื้อของมาเยอะ แล้วแม่ก็บ่นปวดหลังด้วย ฉันเลยให้แม่ปรับเบาะเอนเต็มที่” ภวินท์ตอบหน้าตาเฉย “ส่วนเธอน่ะ เพิ่งคลอดมา แผลก็ยังไม่หายดี นั่งเบียดเดี๋ยวแผลจะปริเอา… เธอไปขึ้นรถเมล์หน้าโรงพยาบาลก็แล้วกันนะ สาย 511 ผ่านหน้าหมู่บ้านเราพอดี ปล่อยลูกไว้ในรถนี่แหละ แอร์เย็นๆ ลูกจะได้ไม่ตื่น อ้อ… แวะซื้อกับข้าวที่ตลาดปากซอยมาให้แม่ด้วยล่ะ”
ฉันยืนอึ้ง ราวกับโดนฟ้าผ่าลงมากลางกบาล “ห้าวัน… พี่วินท์ นลินเพิ่งผ่าคลอดได้ห้าวันนะ พี่จะให้เมียที่เพิ่งผ่าท้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน ส่วนตัวเองให้แม่นั่งรถที่นลินเป็นคนผ่อนเนี่ยนะ?!”
“โอ๊ย! อะไรนักหนาแม่นลิน” เสียงแหลมปรี๊ดของคุณแม่ปราณีแทรกขึ้นมา “คนสมัยก่อนคลอดลูกปุ๊บก็ไปทำนาปั๊บ ไม่เห็นจะสำออยเหมือนเด็กสมัยนี้เลย แค่นั่งรถเมล์แค่นี้มันจะตายหรือไง! อย่ามาทำตัวมีปัญหาให้ลูกชายฉันปวดหัวได้ไหม ส่งหลานมานี่ แล้วรีบๆ ไปซะ”
ภวินท์ไม่พูดอะไรเพื่อปกป้องฉันเลย เขากลับเอื้อมมือมาดึงตัวน้องพริมไปจากอ้อมอกของฉันอย่างเบามือ ส่งให้แม่ของเขาอุ้ม แล้วกระชากประตูรถปิดดังปัง ก่อนจะเหยียบคันเร่งขับรถหรูคันนั้นออกไป ทิ้งให้ฉันยืนเคว้งคว้างอยู่ริมถนน ท่ามกลางฝุ่นควันและแสงแดดที่ร้อนจัด
น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลทะลักออกมา ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด แต่เป็นความเจ็บปวดจากการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความรักที่ฉันเคยมอบให้เขาหมดหัวใจ
ฉันลากสังขารที่บอบช้ำเดินไปที่ป้ายรถเมล์ ทุกก้าวเดินเหมือนมีเข็มทิ่มแทงที่หน้าท้อง เมื่อรถเมล์มาถึง ฉันต้องกัดฟันปีนบันไดรถขึ้นไป โชคดีที่มีคุณป้าใจดีคนหนึ่งลุกให้นั่ง เพราะเห็นสภาพที่ซีดเซียวและท่าทางกุมหน้าท้องของฉัน ตลอดการเดินทางที่รถเบรกและกระแทก ฉันต้องหลับตากลั้นเสียงร้องไห้และเสียงครางด้วยความเจ็บปวด ในหัวของฉันคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา
ตลอดเวลาสามปีที่แต่งงานกันมา ฉันเป็นคนหาเงินเข้าบ้านเป็นหลัก ภวินท์ทำธุรกิจล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันก็เป็นคนตามล้างตามเช็ด แม่ของเขาก็เอาแต่ดูถูกและรีดไถเงินจากฉัน ฉันอดทนมาตลอดเพราะคำว่า “ครอบครัว” แต่เหตุการณ์ในวันนี้ มันคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ขาดสะบั้นลง
กว่าฉันจะลงจากรถเมล์และเดินกระเผลกเข้าซอยมาถึงบ้าน แผ่นแปะแผลที่หน้าท้องก็ซึมไปด้วยเลือดจางๆ เมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไป ภาพที่เห็นยิ่งทำให้หัวใจฉันเย็นเฉียบ ภวินท์กำลังนั่งเล่นเกมเพลย์สเตชันอย่างเมามัน ส่วนคุณแม่ปราณีนอนดูซีรีส์อยู่บนโซฟา โดยปล่อยให้น้องพริมนอนร้องไห้จ้าอยู่ในเปลโดยไม่มีใครสนใจ
“ทำไมมาช้านักล่ะ! กับข้าวล่ะ ซื้อมาหรือเปล่า ฉันหิวจนไส้จะกิ่วแล้วนะ!” แม่สามีตวาดทันทีที่เห็นหน้าฉัน
ฉันไม่ตอบอะไร ไม่แม้แต่จะมองหน้าพวกเขาสองแม่ลูก ฉันเดินตรงไปที่เปล อุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมาแนบอกอย่างหวงแหน ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอน จัดการล็อกประตูเงียบๆ
ฉันหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สุดออกมา กวาดเสื้อผ้าของตัวเองและของลูกใส่ลงไป พร้อมกับเอกสารสำคัญทุกอย่าง โฉนดบ้าน สมุดบัญชี และกุญแจรถสำรอง… ใช่ บ้านหลังนี้และรถคันนั้นชื่อฉัน
ฉันกดโทรศัพท์หาคุณพ่อคุณแม่ของฉันที่อยู่ต่างจังหวัด ท่านทั้งสองตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของฉัน และบอกว่าจะให้พี่ชายขับรถมารับฉันเดี๋ยวนี้
สองชั่วโมงต่อมา พี่ชายของฉันมาถึงหน้าบ้านพร้อมกับรถกระบะ ฉันอุ้มลูกและลากกระเป๋าลงมาข้างล่าง ภวินท์ที่เพิ่งเล่นเกมจบหันมามองด้วยความตกใจ
“นลิน! เธอจะทำอะไร จะไปไหน?!” ภวินท์พุ่งเข้ามาขวาง
“ฉันจะกลับบ้าน และเราจบกันแค่นี้ เตรียมตัวเซ็นใบหย่าได้เลย” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด แววตาของฉันไม่มีความรักหรือความผูกพันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“บ้าไปแล้วหรือไง! แค่ให้นั่งรถเมล์แค่นี้ถึงกับจะหย่าเลยเหรอ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้!” ภวินท์ตวาด
“ใช่ แค่นั่งรถเมล์ แต่มันทำให้ฉันตาสว่างว่าชีวิตของฉันและลูกไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาพวกคุณ!” ฉันจ้องหน้าเขา “อ้อ… แล้วก็จำเอาไว้นะ ภวินท์ บ้านหลังนี้ชื่อฉัน รถคันนั้นที่นายขับพาดารา… เอ๊ย พาแม่นายไปนั่งเสวยสุข ก็ชื่อฉัน ฉันให้เวลาพวกคุณเก็บข้าวของออกจากบ้านฉันภายในสามวัน ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ทนายมาไล่ตะเพิดพวกคุณออกไป!”
“นี่แกกล้าไล่ฉันเหรอ นังเด็กเมื่อวานซืน!” คุณแม่ปราณีลุกขึ้นมาชี้หน้าด่า
“บ้านของฉัน สิทธิ์ของฉันค่ะ” ฉันตอกกลับเสียงแข็ง “เชิญไปหาเงินดาวน์รถหรูๆ นั่งเอาเองก็แล้วกันนะคะ ถ้าลูกชายคุณแม่เก่งจริง”
ฉันไม่รอให้พวกเขาตอบโต้ หันหลังเดินออกจากบ้านหลังนั้น ก้าวขึ้นรถของพี่ชายโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
หนึ่งปีผ่านไป… แผลผ่าตัดที่หน้าท้องของฉันจางหายไปจนแทบไม่เหลือรอย เช่นเดียวกับแผลในใจที่ถูกเยียวยาด้วยรอยยิ้มของ “น้องพริม” ที่ตอนนี้กำลังหัดเดิน ฉันกลับมาทำงานอย่างเต็มตัว ก้าวหน้าในหน้าที่การงานและเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความสุขที่สุด
ส่วนภวินท์… ฉันได้ข่าวจากเพื่อนสนิทว่า หลังจากที่โดนยึดทั้งบ้านและรถ เขาต้องพาแม่กลับไปเช่าห้องพักเล็กๆ อยู่ และตอนนี้กำลังดิ้นรนหางานทำอย่างหนักเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่ตัวเองก่อไว้
บางครั้ง ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ก็เป็นเหมือนการผ่าตัดที่แม้จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ แต่มันก็ช่วยตัดเอา “เนื้อร้าย” ออกไปจากชีวิต เพื่อให้เราได้เริ่มต้นใหม่กับชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณค่ามากกว่าเดิม.
