ชื่อเรื่อง: เงาร้าวในภาพลวงตา: ยี่สิบเอ็ดปีแห่งการถูกผลักไส สู่วันที่หัวใจไม่ต้องการแม้เศษเสี้ยวความเวทนา

แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องประกายระยิบระยับ สะท้อนความหรูหราของห้องบอลรูมโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพมหานคร เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงคลอเบาๆ ผสมผสานกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาของแขกเหรื่อระดับวีไอพีที่มาร่วมงานมงคลสมรสของทายาทตระกูลธุรกิจยักษ์ใหญ่

‘นที’ ชายหนุ่มวัยสี่สิบตอนปลายในชุดสูทสั่งตัดพิเศษสีกลมท่า ยืนนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของงาน ในมือถือแก้วแชมเปญที่ยังไม่ได้จิบ สายตาของเขาทอดมองไปยังลานกว้างกลางห้อง ที่ซึ่งรอยยิ้มแห่งความสุขกำลังเบ่งบาน

ยี่สิบเอ็ดปี… เป็นเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนแอ กลายเป็นชายวัยกลางคนที่แข็งแกร่งดั่งหินผา

นทีสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกั้นความทรงจำอันขมขื่นที่พัดหวนกลับมา แต่แล้วเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นพร้อมกับเสียงไม้เท้ากระทบพื้นพรมก็ดังขึ้นใกล้ๆ ร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตาแม้จะร่วงโรยไปตามวัยหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา

‘เจ้าสัวธานินทร์’ ชายผู้เป็นประมุขของตระกูล และเป็น… พ่อบังเกิดเกล้าของเขา

นทีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค้อมศีรษะลงตามมารยาท “สวัสดีครับ คุณพ่อ”

ไม่มีคำทักทายตอบกลับจากชายชรา เจ้าสัวธานินทร์หรี่ตาลงภายใต้กรอบแว่นสีทอง สายตาที่ทอดมองมานั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อนเลยแม้แต่น้อย มันยังคงเต็มไปด้วยความเย็นชา ชิงชัง และเหยียดหยาม

ริมฝีปากที่เหี่ยวย่นของประมุขตระกูลขยับยิ้มหยัน ก่อนที่กระแสเสียงแหบพร่าแต่บาดลึกจะหลุดออกมา

“ถ้าไม่ใช่เพราะความสงสารเวทนา ก็คงไม่มีใครที่นี่หน้าไหนเชิญแกมาเหยียบงานนี้หรอก!”

คำพูดนั้นราวกับมีดเล่มคมที่พุ่งตรงหมายจะกรีดลงบนแผลเก่าเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน คืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีที่ปฏิเสธการแต่งงานคลุมถุงชนและเลือกที่จะเรียนศิลปะแทนการบริหารธุรกิจ ถูกผู้เป็นพ่อโยนกระเป๋าเสื้อผ้าใส่หน้า พร้อมกับคำขาดว่า ‘ถ้าแกก้าวออกจากบ้านหลังนี้ไป ก็อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก แกไม่ใช่ลูกฉัน!’

แต่นทีในวันนี้ ไม่ใช่นทีคนเดิมที่เคยยืนร้องไห้ตากฝนหน้าประตูคฤหาสน์อีกต่อไป

ชายหนุ่มไม่ได้หลบสายตา เขาเพียงแค่อมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นยิ้มที่สงบนิ่งจนคนมองต้องขมวดคิ้ว

“นั่นสินะครับ” นทีตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมถึงต้องขอบคุณ ‘กานดา’ ที่ยังกรุณาและมีความหลังจดจำน้องชายคนนี้ได้”

กานดา คือพี่สาวแท้ๆ ของเขา และเป็นแม่ของ ‘กรณ์’ เจ้าบ่าวในงานค่ำคืนนี้ เธอเป็นคนเดียวในครอบครัวที่แอบติดต่อและส่งการ์ดเชิญนี้มาให้เขาเป็นการส่วนตัว

“หึ! พี่สาวแกมันก็แค่อยากจะทำตัวเป็นแม่พระ” เจ้าสัวธานินทร์แค่นเสียง “แกคิดว่าการใส่สูทดูดีมาร่วมงานหลาน จะทำให้ฉันยอมรับแกกลับเข้าตระกูลอย่างนั้นสิ? ฝันไปเถอะ! คนไร้ค่าอย่างแก ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนก็เป็นได้แค่เศษขยะอยู่วันยังค่ำ”

“คุณตาครับ!”

เสียงเรียกที่ดังแทรกขึ้นทำให้บทสนทนาอันตึงเครียดหยุดชะงัก กรณ์ เจ้าบ่าวของงานในชุดสูทสีขาวสะอาดตาเดินตรงรี่เข้ามาหาทั้งคู่ ใบหน้าของชายหนุ่มรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจเมื่อหันมามองนที

“คุณน้า! ในที่สุดคุณน้าก็มา ผมดีใจมากเลยนะครับที่น้าสละเวลามาร่วมงานของผม” กรณ์ยกมือไหว้นทีด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าสัวธานินทร์

“แกไปไหว้มันทำไมกรณ์! มันเป็นแค่คนที่ถูกตัดหางปล่อยวัดไปแล้ว!” เจ้าสัวตวาดเสียงเขียว

กรณ์หันไปมองผู้เป็นตาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงจัง “คุณตาไม่ทราบจริงๆ หรือครับ? ว่าถ้าไม่ได้คุณน้านที โปรเจกต์สตาร์ทอัพเทคโนโลยีของผมก็คงไม่มีวันเกิด”

เจ้าสัวธานินทร์ขมวดคิ้วมุ่น “แกพูดเรื่องอะไร? โปรเจกต์ของแกได้ทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ ‘เอ็นที คอร์ปอเรชั่น’ ไม่ใช่รึไง?”

“ใช่ครับคุณตา” กรณ์ยิ้มกว้าง ก่อนจะผายมือไปทางนที “และคุณน้านที ก็คือผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ เอ็นที คอร์ปอเรชั่น ครับ”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมวงสนทนานั้นทันที ดวงตาของชายชราเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกราวกับพยายามจะหาคำพูด แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เอ็นที คอร์ปอเรชั่น… กลุ่มทุนระดับประเทศที่บริษัทของเจ้าสัวธานินทร์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อขอร่วมทุนด้วยในไตรมาสหน้า!

“ม… ไม่จริง แก… ไอ้เด็กเหลือขอที่ไม่มีอะไรติดตัวไปเลยเนี่ยน่ะ…” ชายชราพึมพำ ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

นทีวางแก้วแชมเปญลงบนถาดของพนักงานที่เดินผ่าน เขาจัดเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะมองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยสายตาที่ปราศจากความโกรธแค้น มีเพียงความว่างเปล่าและความสงบที่แท้จริง

“เมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน คุณพ่อผลักไสผมเพราะผมไม่มีค่าในสายตาคุณพ่อ” นทีเอ่ยขึ้นช้าๆ ชัดเจน “แต่วันนี้ ผมสร้างคุณค่าของผมขึ้นมาด้วยสองมือของตัวเอง ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอความเมตตา ไม่ได้มาเพื่อทวงคืนสิทธิ์ในกองมรดก และไม่ได้มาเพื่อเยาะเย้ยคุณพ่อ”

ชายหนุ่มหันไปตบไหล่กรณ์เบาๆ “น้ามาเพื่อแสดงความยินดีกับหลานชายที่น้ารัก และเพื่อยืนยันกับตัวเองว่า… การก้าวออกจากคฤหาสน์หลังนั้นในคืนฝนตก คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของผม”

พูดจบนทีก็ค้อมศีรษะให้เจ้าสัวธานินทร์อีกครั้งอย่างมีมารยาท “รักษาสุขภาพด้วยนะครับ คุณธานินทร์”

สรรพนามที่เปลี่ยนไป บ่งบอกถึงการตัดขาดทางใจอย่างสมบูรณ์ นทีหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ชายชราผู้หยิ่งทะนงยืนนิ่งงัน กำไม้เท้าในมือแน่น ท่ามกลางความเจ็บปวดและเสียดายที่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีก

ร่างสูงสมาร์ทของนทีก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูพรมแดง แสงไฟในงานยังคงสว่างไสว แต่บัดนี้ ภายในใจของเขาสว่างยิ่งกว่า เงาร้าวในอดีตได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเส้นทางเบื้องหน้าที่เขาเป็นผู้กำหนดมันด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอคอยเศษเสี้ยวความเวทนาจากใครอีกต่อไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *