ฟางเส้นสุดท้ายของทายาทพันล้าน:

 เมื่อฉันเซ็นใบหย่าและสั่งกวาดล้างเครือญาติของอดีตสามีให้พ้นจากบริษัท… ภายในวันเดียว

กระดาษสีขาวตรงหน้ามีตัวอักษรพิมพ์ไว้ชัดเจนว่า ‘หนังสือสัญญาหย่า’

ฉัน ‘อารยา ศิริภัทรโภคิน’ ทายาทเพียงคนเดียวของศิริภัทรกรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ จรดปลายปากกาเซ็นชื่อของตัวเองลงไปโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเสียใจ มีเพียงความโล่งใจที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูความรู้สึก

สามปี… สามปีเต็มที่ฉันทนอยู่ในฐานะภรรยาของ ‘ภาคิน’ ผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่าเขารักฉันจริง แต่แท้จริงแล้ว เขาและครอบครัวของเขามองฉันเป็นเพียง ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ที่ไม่มีวันเหือดแห้ง

ตั้งแต่แต่งงานกันเข้ามา คุณนายสมร แม่ของภาคิน ก็เริ่มใช้ข้ออ้างเรื่องความปรองดองดึงเอาเครือญาติของตัวเองเข้ามาทำงานในบริษัทของพ่อฉันทีละคนสองคน จากหลานชายที่เพิ่งเรียนจบแต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ไปจนถึงป้าสะใภ้ที่วันๆ เอาแต่นั่งนินทาคนอื่นในแผนกบัญชี รวมๆ แล้วกว่าสิบห้าชีวิตที่เกาะกินเงินเดือนและสวัสดิการของศิริภัทรกรุ๊ปโดยที่ไม่เคยสร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ซ้ำยังทำตัวกร่าง วางอำนาจเหนือพนักงานคนอื่นๆ เพียงเพราะอ้างว่าเป็น ‘ญาติฝั่งสามีของลูกสาวท่านประธาน’

ฉันทนหลับตาข้างหนึ่งมาตลอดเพื่อรักษาหน้าภาคิน แต่วันนี้… วันที่ฉันจับได้คาหนังคาเขาว่าภาคินแอบโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวของฉันไปซื้อคอนโดหรูให้ผู้หญิงอื่น ความอดทนทั้งหมดก็ขาดผึง

ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา กดต่อสายตรงหาผู้ชายที่รักฉันที่สุดในโลก

“คุณพ่อคะ” ฉันกรอกเสียงลงไปทันทีที่ปลายสายรับ “เอมเซ็นใบหย่าแล้วนะคะ ทนายกำลังนำเอกสารไปจัดการต่อให้เรียบร้อย”

เจ้าสัวธนภพ พ่อของฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว ทว่ามันไม่ใช่การถอนหายใจด้วยความเศร้า แต่เป็นความโล่งอก “ในที่สุดลูกสาวของพ่อก็ตาสว่างเสียที พ่อรอวันนี้มานานแล้วเอมเอ๊ย… แล้วลูกจะให้พ่อจัดการยังไงต่อ”

ดวงตาของฉันวาวโรจน์ สะท้อนภาพผู้หญิงที่กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง “เอมขออย่างเดียวค่ะคุณพ่อ… ไล่พนักงานทุกคนที่มาจากครอบครัวของภาคินออกให้หมด ไล่ออกทันที! ไม่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้ จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายให้ครบเซ็นต์เดียวจะได้ไม่มีข้ออ้างมาฟ้องร้องทีหลัง แล้วให้รปภ.คุมตัวเก็บของออกจากตึกไปเลยค่ะ!”

“ได้สิลูกรัก” น้ำเสียงของเจ้าสัวธนภพเจือรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแบบนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล “ฝ่ายบุคคลคงดีใจที่ได้กำจัดปลิงพวกนี้ออกไปเสียที พ่อจะสั่งการเดี๋ยวนี้”

เวลา 17.30 น. ณ โถงล็อบบี้ชั้นล่างของอาคารสำนักงานใหญ่ ศิริภัทรกรุ๊ป

บรรยากาศในช่วงเลิกงานที่ควรจะวุ่นวายไปด้วยพนักงานที่เตรียมตัวกลับบ้าน กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายที่ดังก้องไปทั่วทั้งล็อบบี้หินอ่อนอันหรูหรา

“พวกแกกล้าดียังไงห๊ะ! ปล่อยฉันนะ! ฉันเป็นถึงแม่ผัวของหนูเอม เป็นดองกับท่านประธานของพวกแกนะโว้ย! พวกแกทำแบบนี้ได้ยังไง!”

ฉันก้าวลงจากลิฟต์ผู้บริหารระดับสูง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ คุณนายสมร อดีตแม่สามีของฉัน กำลังนั่งกระแทกตัวอยู่บนพื้นกระเบื้อง สองมือทุบตีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนล้อมรอบกลุ่มเครือญาติของเธอเอาไว้ ทุกคนในกลุ่มนั้นมีกล่องกระดาษใส่ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวกอดไว้ในมือ สีหน้าตื่นตระหนกและอับอาย ท่ามกลางสายตาของพนักงานนับร้อยที่ยืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสะใจ

ฉันเดินเข้าไปใกล้ด้วยท่วงท่าสง่างาม รองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมกระทบพื้นเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง ทุกสายตาหันมามองฉันเป็นตาเดียว พนักงานบริษัทต่างแหวกทางให้ฉันเดินเข้าไปกลางวง

“หนูเอม! หนูเอมมาพอดี!” คุณนายสมรตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งถลาเข้ามาหาฉัน ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง (ที่ใช้เงินฉันซื้อ) เปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความกราดเกรี้ยว “ดูสิ! ดูพวกยามชั้นต่ำพวกนี้มันทำกับครอบครัวแม่สิ! จู่ๆ ฝ่ายบุคคลก็เอาซองขาวมายัดใส่มือ แล้วไล่พวกเราลงมาเหมือนหมูเหมือนหมา หนูเอมต้องจัดการไล่พวกฝ่ายบุคคลออกให้หมดเลยนะ!”

ฉันหยุดยืนห่างจากเธอหนึ่งก้าว กอดอกและมองลงไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบ

“ไม่มีใครทำเกินหน้าที่หรอกค่ะ คุณนาย” น้ำเสียงของฉันเรียบสนิท แต่กลับดังก้องและชัดเจนพอให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยิน “เพราะฉันเป็นคนสั่งให้ฝ่ายบุคคลไล่พวกคุณทุกคนออกเอง”

คุณนายสมรเบิกตากว้าง อ้าปากค้างราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ “หนู… หนูเอมพูดอะไรออกมา รู้ตัวไหม! แม่เป็นแม่ของภาคินนะ! เป็นแม่ผัวของหนู!”

“อดีตแม่ผัวค่ะ” ฉันเน้นคำอย่างชัดเจน “ฉันกับภาคิน เราหย่าขาดจากกันแล้ว เอกสารทุกอย่างถูกส่งไปที่บ้านของพวกคุณแล้วป่านนี้ และในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ศิริภัทรกรุ๊ปก็ไม่มีความจำเป็นต้องเลี้ยงดูบุคลากรที่ไม่มีศักยภาพ ไม่มีความสามารถ และเอาแต่ใช้เส้นสายในการทำงานอีกต่อไป”

“นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” น้าชายของภาคินที่ยืนถือกล่องกระดาษอยู่ตะโกนขึ้นมา “พวกเราทำงานให้บริษัทตั้งเท่าไหร่ มาไล่ออกกะทันหันแบบนี้ได้ยังไง!”

“ทำงานเหรอคะ?” ฉันแค่นหัวเราะ “คุณน้าเข้ามาสแกนนิ้วตอนสิบโมงเช้า แล้วลงไปนั่งจิบกาแฟจนถึงบ่ายสอง หลานชายของคุณนายที่อยู่แผนกเซลส์ก็เอาแต่โยนงานให้เพื่อนร่วมทีมทำ ส่วนป้าสะใภ้ของคุณนายก็แอบเอาของใช้ในออฟฟิศกลับบ้านทุกวัน… คิดว่าฉันไม่รู้เหรอคะ? ที่ผ่านมาฉันยอมปิดตาข้างหนึ่งก็เพราะเห็นแก่ภาคิน แต่ตอนนี้ ในเมื่อลูกชายคุณนายกล้าเอาเงินของฉันไปบำเรอเมียน้อย ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเห็นหัวพวกคุณอีกต่อไป!”

เสียงซุบซิบดังฮือฮาขึ้นรอบทิศทาง พนักงานหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างสะใจ เพราะทุกคนต่างก็เอือมระอาพฤติกรรมของครอบครัวนี้มานาน

ใบหน้าของคุณนายสมรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีซีดเผือด ก่อนจะพยายามเปลี่ยนแผน เธอทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นอีกครั้ง บีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร “โธ่… หนูเอม ภาคินมันอาจจะแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ ให้อภัยพี่เขาเถอะนะลูกนะ อย่าทำกับแม่แบบนี้เลย ขาดเงินเดือนจากที่นี่ไป ครอบครัวเราจะเอาอะไรกิน…”

“นั่นมันปัญหาของพวกคุณค่ะ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ฉันตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย “เงินชดเชยตามกฎหมาย ฝ่ายบุคคลก็โอนเข้าบัญชีให้พวกคุณทุกคนครบทุกบาททุกสตางค์แล้ว ถือว่าฉันทำทานให้เป็นครั้งสุดท้าย… หัวหน้า รปภ. คะ”

ฉันหันไปหาชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบรักษาความปลอดภัย

“ครับ คุณอารยา”

“เชิญ ‘คนนอก’ พวกนี้ออกจากอาคารของเราด้วยค่ะ ถ้าใครขัดขืนหรือพยายามก่อความวุ่นวายอีก ให้โทรแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุกและสร้างความเดือดร้อนรำคาญได้เลย”

“รับทราบครับ!”

หัวหน้า รปภ. หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องทันที รปภ. นับสิบคนกรูกันเข้ามาต้อนครอบครัวของอดีตสามีฉันให้ออกไปทางประตูใหญ่ คุณนายสมรยังคงกรีดร้องโวยวาย สลับกับด่าทอฉันด้วยถ้อยคำหยาบคายที่เผยให้เห็นธาตุแท้ แต่ฉันไม่สนใจฟังอีกต่อไป

ฉันหมุนตัวเดินกลับไปที่ลิฟต์ ท่ามกลางเสียงปรบมือเบาๆ และรอยยิ้มชื่นชมจากพนักงานที่ยืนดูเหตุการณ์

เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดหลังตรง และส่งยิ้มให้กับภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก

นับจากวินาทีนี้ไป ทายาทแห่งศิริภัทรกรุ๊ปคนเดิมที่เคยโง่งมเพราะความรักได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงอารยาคนใหม่ ที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเอง และดูแลอาณาจักรของครอบครัวให้ยิ่งใหญ่ โดยไม่มีเหลือบไรตัวไหนมาเกาะกินได้อีกตลอดกาล.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *