วินาทีที่ฉันเลิกเล่นบทภรรยาผู้แสนดี แล้วตลบหลังอดีตสามีและแม่ผัวด้วยหลักฐานที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ!
บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ แต่ทว่าความกดดันกลับพุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะทำให้หายใจไม่ออก สายตานับสิบคู่ของคนในห้อง ทั้งทนายความ ผู้พิพากษา และผู้ร่วมฟังการพิจารณาคดี ต่างจับจ้องมาที่ฉันเป็นตาเดียว
“เธอแสดงละครเก่งเหลือเกิน! อย่าไปหลงกลน้ำตาปลอมๆ ของเธอนะคะท่าน!”
เสียงแหลมปรี๊ดของ ‘คุณหญิงรัศมี’ อดีตแม่สามีของฉันดังก้องกังวาน นิ้วที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตชี้ตรงมาที่หน้าฉันอย่างเกรี้ยวกราด ท่ามกลางศาลอันศักดิ์สิทธิ์ เธอยังคงวางอำนาจและมองฉันราวกับเป็นเพียงเศษขยะใต้ฝ่าเท้า
ฉันก้มหน้านิ่ง ไหล่บางสั่นสะท้าน หยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนหลังมือที่บีบเข้าหากันแน่น ภาพของหญิงสาวผู้อ่อนแอและน่าสงสารปรากฏแก่สายตาทุกคน ทว่า… สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกคือเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันของ ‘ภควัตร’ ผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าสามี
เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย สายตาคมกริบที่เคยมองฉันด้วยความรัก บัดนี้มีเพียงความสมเพช เขาก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ค้อมศีรษะให้ผู้พิพากษาอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มุ่งร้าย
“ศาลที่เคารพครับ สิ่งที่คุณแม่ของผมพูดคือความจริง ปานตะวันมักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่เธอจนมุม เธอจะบีบน้ำตา ทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อให้คนอื่นสงสารและคล้อยตาม ทั้งที่ความจริงแล้ว… เธอคือคนที่สวมเขาให้ผม และพยายามจะปอกลอกสมบัติของตระกูลเราไปจนหมด”
เสียงซุบซิบดังอื้ออึงขึ้นในห้องพิจารณาคดี สายตาที่เคยมองฉันด้วยความเห็นใจ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเคลือบแคลงและรังเกียจ ทนายฝ่ายโจทก์ยิ้มกริ่ม ทุกคนในห้องนี้หันเหความเชื่อไปทางฝั่งตระกูลผู้ดีเก่าอย่างพวกเขาจนหมดสิ้น
ผู้พิพากษาเคาะค้อนไม้ลงบนแท่นเพื่อเรียกความสงบ
“คุณปานตะวัน คุณมีอะไรจะแก้ต่างในข้อกล่าวหานี้หรือไม่?” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถาม
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ภควัตรและคุณหญิงรัศมีลอบสบตากันด้วยความสะใจ พวกเขาคิดว่าเกมนี้พวกเขาชนะขาดลอย เหมือนกับทุกๆ ครั้งตลอดห้าปีที่ผ่านมา ที่พวกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันจนจมดินและบีบบังคับให้ฉันยอมจำนน
แต่พวกเขาคิดผิด… ผิดมหันต์
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ไหล่ที่เคยสั่นเทาค่อยๆ หยุดนิ่ง ฉันเงยหน้าขึ้นช้าๆ มือบางยกขึ้นปาดคราบน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวกๆ รอยยิ้มเศร้าหมองที่เคยประดับอยู่บนริมฝีปาก เลือนหายไปในพริบตา… แทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครเคยเห็น
“คุณพูดถูกค่ะ ภควัตร…” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใส ไร้ซึ่งความสั่นเครือใดๆ ทั้งสิ้น “ฉันกำลังแสดงละครอยู่จริงๆ”
คำสารภาพของฉันทำให้ทุกคนในห้องเบิกตากว้าง คุณหญิงรัศมีเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับแค่นหัวเราะ “เห็นไหมคะท่าน! นังนี่มันยอมรับแล้วว่ามันตอแหล!”
“แต่บทที่ฉันแสดง…” ฉันก้าวออกมาจากหลังโต๊ะทนาย จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตสามีที่เริ่มฉายแววสับสน “…คือบทของ ‘ภรรยาที่แสนดีและโง่เขลา’ ที่พวกคุณหลอกใช้มาตลอดห้าปีต่างหากล่ะคะ!”
“นี่เธอพูดบ้าอะไร ปานตะวัน!” ภควัตรตวาดเสียงแข็ง รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าเริ่มจางหายไป
“ทนายกฤษณะคะ รบกวนเปิดหลักฐานชิ้นสุดท้ายให้ศาลและทุกคนในห้องนี้ดูทีค่ะ” ฉันหันไปพยักหน้าให้ทนายความส่วนตัวของฉัน ทนายกฤษณะยิ้มรับก่อนจะเสียบแฟลชไดรฟ์ลงในแล็ปท็อป และเชื่อมต่อภาพขึ้นบนหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่กลางศาล
ภาพที่ปรากฏบนจอไม่ใช่ภาพการคบชู้ของฉันอย่างที่ภควัตรกล่าวอ้าง แต่มันคือเอกสารการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีบริษัทของพ่อฉัน เข้าสู่บัญชีส่วนตัวของคุณหญิงรัศมีและบริษัทนอมินีของภควัตรอย่างผิดกฎหมาย!
“นี่คือเอกสารเส้นทางการเงินทั้งหมดที่ยืนยันว่า คุณภควัตรและคุณหญิงรัศมี ร่วมกันยักยอกเงินจากบริษัทของครอบครัวฉันไปกว่าห้าร้อยล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่เราแต่งงานกันค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นสนั่นห้องศาล คุณหญิงรัศมีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มือที่เคยชี้หน้าฉันสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“มะ… ไม่จริง! นี่มันเอกสารปลอม นังนี่มันใส่ร้ายพวกเรา!” เธอแผดเสียงร้อง
“ยังไม่หมดแค่นั้นครับท่าน” ทนายกฤษณะกล่าวต่อ ก่อนจะคลิกเปิดไฟล์วิดีโอ
บนหน้าจอฉายภาพจากกล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ในห้องทำงานของบ้านตระกูลภควัตร ภาพชัดเจนทั้งภาพและเสียง ภควัตรกำลังนั่งดื่มไวน์กับคุณหญิงรัศมี พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องศาลต้องเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง…
(“แม่จัดการเรื่องยาสลบแล้วใช่ไหม? คืนนี้พอมันหลับ เราจะจับมือมันประทับตราโอนหุ้นทั้งหมดมาเป็นของผม แล้วพรุ่งนี้เช้า… เราก็แค่จัดฉากว่ามันขับรถตกเหวตายไปเอง แค่นี้สมบัติทุกอย่างของอีปานตะวันก็จะเป็นของเรา”)
(“เรียบร้อยแล้วลูก แม่จ้างคนไปตัดสายเบรกรถมันไว้แล้ว พรุ่งนี้เตรียมตัวเป็นพ่อม่ายพันล้านได้เลย”)
เพล้ง! เหมือนโลกทั้งใบของสองแม่ลูกพังทลายลงตรงหน้า ภควัตรเข่าทรุดลงกับพื้น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและหยิ่งยโสบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ส่วนคุณหญิงรัศมีถึงกับเป็นลมล้มพับไปกองกับพื้น จนทนายความฝ่ายโจทก์ต้องรีบเข้ามาพยุง
“ศาลที่เคารพคะ…” ฉันหันไปมองผู้พิพากษาที่กำลังขมวดคิ้วมองหลักฐานตรงหน้าด้วยความเคร่งเครียด “นี่คือเหตุผลที่ฉันต้องแสดงละคร ทำตัวเป็นเหยื่อผู้อ่อนแอ ยอมถูกด่าทอและถูกฟ้องหย่าด้วยข้อหาที่ฉันไม่ได้ก่อ… เพราะถ้าฉันไม่แกล้งโง่ และแอบรวบรวมหลักฐานพวกนี้อย่างเงียบๆ ฉันคงกลายเป็นศพอยู่ก้นเหวไปแล้วค่ะ”
ฉันหันกลับไปมองอดีตสามีที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น น้ำตาปลอมๆ ที่ฉันบีบเค้นออกมาในตอนแรกเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือเพียงความสะใจและความเข้มแข็งของผู้หญิงที่พร้อมจะเอาคืนทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอ
“ที่ฉันทำไปทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาสงสาร… แต่เพื่อให้คนสารเลวอย่างพวกคุณ ดิ้นไม่หลุดและต้องไปชดใช้กรรมในคุกยังไงล่ะ ภควัตร”
สิ้นคำพูดของฉัน ผู้พิพากษาสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเข้ามาควบคุมตัวภควัตรและคุณหญิงรัศมีทันทีในข้อหาพยายามฆ่าและฉ้อโกง
ฉันเดินเชิดหน้าออกมาจากห้องพิจารณาคดี ทิ้งเสียงโวยวายและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสองแม่ลูกจอมปลอมไว้เบื้องหลัง แสงแดดอุ่นๆ นอกศาลสาดส่องลงมากระทบใบหน้า ฉันสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบห้าปี
หน้ากากของภรรยาผู้อ่อนแอถูกกระชากทิ้งไปแล้ว นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะมีเพียง ‘ปานตะวัน’ ผู้หญิงที่แข็งแกร่ง และไม่มีใครหน้าไหนมาเหยียบย่ำได้อีกต่อไป!
