I. หกฉาดแห่งความอัปยศ
เสียงสายฝนที่กระหน่ำตกกระทบกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ไม่สามารถกลบเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนใบหน้าของฉันได้
ฉาด! ฉาด! ฉาด!
ความชาหนึบแล่นริ้วไปทั่วซีกหน้า รสฝาดเฝื่อนของเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก ฉัน “พิมพ์มาดา” ทรุดลงไปกองกับพื้นพรมราคาแพงด้วยความมึนงงและปวดร้าว ดวงตาที่พร่ามัวมองลอดผ่านหยาดน้ำตาไปยังผู้ชายที่ฉันเรียกเขาว่า ‘สามี’ มาตลอดห้าปี
“อิทธิพล” ยืนจังก้าค้ำหัวฉัน แววตาที่เคยอ่อนโยนและพร่ำบอกรักฉันบัดนี้มีเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์ แขนซ้ายของเขาโอบรัดเอวบางของ “รตี” หญิงสาวที่เขาเคยแนะนำว่าเป็นเพียง ‘เลขาและเพื่อนร่วมงาน’ เอาไว้แน่น รตีจิกตามองฉันพร้อมกับเหยียดยิ้มเยาะเย้ยอย่างผู้ชนะ
ฉาด! ฉาด! ฉาด!
อิทธิพลกระชากคอเสื้อฉันขึ้นมา แล้วตบซ้ำลงบนใบหน้าของฉันอีกสามครั้งอย่างรุนแรงจนร่างของฉันกระเด็นไปกระแทกกับขอบโต๊ะกระจก รอยช้ำและบาดแผลปริแตกที่มุมปากคือของขวัญครบรอบวันแต่งงานที่เขามอบให้ฉันในคืนนี้
“จำใส่หัวแกเอาไว้นะพิมพ์! แกมันก็แค่ผู้หญิงจืดชืด น่าเบื่อ และไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตฉันอีกแล้ว!” อิทธิพลตะคอกเสียงกร้าว “ธุรกิจของฉันกำลังจะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ฉันต้องการผู้หญิงที่เชิดหน้าชูตาและฉลาดอย่างรตี ไม่ใช่แม่บ้านที่เอาแต่อยู่ก้นครัวอย่างแก!”
“พี่อิทธิอย่าไปโมโหใส่คนไร้ค่าแบบนี้เลยค่ะ เสียมือเปล่าๆ” รตีพูดจีบปากจีบคอ พลางลูบแผงอกของเขาอย่างออดอ้อน
ฉันพยายามพยุงร่างที่บอบช้ำขึ้นยืน “อิทธิ… บริษัทที่คุณมีทุกวันนี้ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าใครเป็นคนช่วยคุณสร้างมันมา…”
“หุบปาก! สมองกลวงๆ อย่างแกจะไปช่วยอะไรฉันได้! ฉันสร้างมันมาด้วยสองมือและสมองของฉันเอง!” อิทธิพลไม่รอให้ฉันพูดจบ เขาคว้าคอเสื้อของฉัน ลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของฉันออกไปที่ประตูหน้า ก่อนจะเหวี่ยงฉันออกไปนอกระเบียงทางเดินอย่างไร้ความปรานี
“ไสหัวออกไปจากชีวิตฉันซะ! แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”
ปัง! ประตูเพนต์เฮาส์บานใหญ่ปิดกระแทกใส่หน้าฉันอย่างรุนแรง
II. สายเรียกเข้าใต้พายุฝน
ฉันถูกทิ้งให้ยืนอยู่ริมถนนหน้าคอนโดมิเนียมหรูท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำในยามค่ำคืน ร่างกายของฉันเปียกปอนจนหนาวสั่น บาดแผลที่มุมปากและรอยช้ำบนใบหน้าเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับ แต่ความเจ็บปวดทางกาย… กลับเทียบไม่ได้เลยกับความแหลกสลายในหัวใจ
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันยอมทิ้งฐานะที่แท้จริง ยอมสวมบทบาทเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ เพื่อพิสูจน์รักแท้ ฉันแอบใช้เส้นสายและเงินทุนมหาศาลสนับสนุนธุรกิจของอิทธิพลอย่างลับๆ ผ่านบริษัทนอมินี เพื่อให้เขารู้สึกภูมิใจว่าเขาสร้างความสำเร็จมาด้วยตัวเอง ฉันยอมอยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเขาอย่างเงียบๆ
แต่สิ่งที่ฉันได้รับตอบแทน คือหกรอยตบและความทรยศที่แสนสาหัส
หยาดฝนชะล้างคราบน้ำตาและความอ่อนแอออกไปจากใจของฉันจนหมดสิ้น นัยน์ตาที่เคยเศร้าสร้อยแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง ฉันล้วงโทรศัพท์มือถือที่เปียกชุ่มออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท กดโทรออกหาเบอร์เดียวที่ฉันไม่ได้ติดต่อมานานแสนนาน
รอสายเพียงไม่กี่วินาที น้ำเสียงทรงอำนาจแต่อบอุ่นก็ตอบรับ
“พิมพ์… ลูกรึเปล่า?”
“ป๊าคะ…” เสียงของฉันสั่นพร่า แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ป๊ามารับพิมพ์หน่อยได้ไหมคะ… พิมพ์อยากกลับบ้านเราแล้ว”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เสียงของ “เจ้าสัวเกรียงไกร” มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเอเชีย ผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของฉัน จะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่กดความโกรธเอาไว้ “ไอ้เด็กเหลือขอนั่น มันทำอะไรลูกป๊า?”
ฉันหลับตาลง ภาพฝ่ามือที่ฟาดลงมาและรอยยิ้มเยาะเย้ยของหญิงชู้ฉายชัดในหัว ฉันกำโทรศัพท์แน่นจนข้อขาว และเอ่ยคำขอร้องเพียงประโยคเดียว…
“ขออย่างเดียวค่ะป๊า… โปรดอย่าเมตตามันแม้แต่หยดเดียว เอาให้มันไม่เหลือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน”
“ได้สิลูกรัก… พรุ่งนี้เช้า โลกของมันจะพังทลายลงมา”
III. รุ่งอรุณแห่งการล่มสลาย
เช้าวันรุ่งขึ้น อิทธิพลเดินก้าวเข้ามาในบริษัท ‘อิทธิกรุ๊ป’ ด้วยท่าทีสง่างามและหยิ่งผยอง เขาสวมชุดสูทราคาแพง ควงคู่มากับรตีที่เชิดหน้าชูคอในฐานะนายหญิงคนใหม่ พวกเขาคิดว่าชีวิตกำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด โดยไม่รู้เลยว่าหายนะได้มาเยือนถึงหน้าประตูแล้ว
ทันทีที่อิทธิพลนั่งลงบนเก้าอี้ซีอีโอ โทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
“บอสครับ! แย่แล้วครับ!” เสียงของผู้อำนวยการฝ่ายการเงินดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก “ธนาคารอินเตอร์เนชั่นแนลประกาศระงับสินเชื่อทั้งหมดของเรา และขอเรียกคืนเงินกู้หมื่นล้านบาทภายใน 24 ชั่วโมงครับ!”
อิทธิพลเบิกตากว้าง “เป็นไปได้ยังไง! สัญญาเรายังไม่หมดอายุนะ!”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้วางสาย ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักออกอย่างแรง ผู้บริหารระดับสูงหลายคนวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“ท่านประธานครับ! กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นเราอยู่ 40% เพิ่งเทขายหุ้นทิ้งทั้งหมดแบบเทกระจาด! ตอนนี้หุ้นของเราดิ่งลงเหวไปกว่า 70% แล้วครับ บริษัทเรากำลังจะล้มละลาย!”
“ไม่จริง! ใครมันกล้าทำแบบนี้!” อิทธิพลตะโกนลั่น เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มใบหน้า เขาพยายามโทรหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจทุกคนที่เคยประจบสอพลอเขา แต่ไม่มีใครยอมรับสายเขาเลยแม้แต่คนเดียว โลกที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความจอมปลอมและหยิ่งยโส กำลังถูกทุบทำลายลงทีละชิ้นๆ อย่างโหดเหี้ยม
รตีที่ยืนอยู่ข้างๆ เริ่มหน้าซีด “พี่อิทธิคะ… นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เงินในบัญชีของรตีที่พี่เพิ่งโอนมาให้เมื่อคืน ถูกอายัดหมดเลยค่ะ!”
“โธ่เว้ย! หุบปากไปเลยรตี!” อิทธิพลตวาดใส่หญิงชู้จนเธอสะดุ้ง เขาพยายามตั้งสติ “บริษัทเดียวที่จะช่วยเราได้ตอนนี้คือ ‘เกรียงไกร คอร์ปอเรชั่น’ ฉันจะไปขอเข้าพบท่านเจ้าสัวเกรียงไกรด้วยตัวเอง!”
IV. บัลลังก์ที่แท้จริง
อิทธิพลและรตีวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงสำนักงานใหญ่ของ ‘เกรียงไกร คอร์ปอเรชั่น’ ตึกระฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ พวกเขาถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยค้นตัวอย่างละเอียดก่อนจะถูกพาขึ้นไปยังชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูง
เมื่อประตูไม้สักบานใหญ่เปิดออก อิทธิพลรีบก้มหน้าเดินค้อมตัวเข้าไปด้วยความนอบน้อมที่สุดในชีวิต
“ท่านเจ้าสัวครับ! ได้โปรดเมตตาอิทธิกรุ๊ปด้วยเถอะครับ ถ้าท่านยอมร่วมลงทุน…”
คำพูดของอิทธิพลกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเก้าอี้ประธานที่หัวโต๊ะ
เจ้าสัวเกรียงไกรนั่งหน้าขรึมอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น… ทว่า สิ่งที่ทำให้ขาทั้งสองข้างของอิทธิพลอ่อนแรงจนล้มทรุดลงไปกองกับพื้น คือร่างของผู้หญิงที่นั่งไขว่ห้างอย่างสง่างามอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆ
ผู้หญิงในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ราคาเหยียบแสน สวมสร้อยคอเพชรระยิบระยับ ใบหน้าที่เคยมีรอยช้ำบัดนี้ถูกแต่งแต้มอย่างงดงามไร้ที่ติ นัยน์ตาที่ทอดมองลงมายังเขามีเพียงความเย็นชาและสมเพช
“พ-พิมพ์… พิมพ์มาทำอะไรที่นี่…” อิทธิพลละล่ำละลักชี้มือมาที่ฉันด้วยความสับสนและตกตะลึงสุดขีด
ฉันแค่นหัวเราะในลำคอ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาผู้ชายที่เคยตบหน้าฉันเมื่อคืนนี้
“ตกใจเหรอคะคุณอิทธิพล?” ฉันเหยียดยิ้ม “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ฉัน พิมพ์มาดา เกรียงไกร… ทายาทเพียงคนเดียวของเกรียงไกร คอร์ปอเรชั่น และเป็น ‘ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ปริศนา’ ที่เทขายหุ้นบริษัทคุณทิ้งจนหมดเมื่อเช้านี้ไงคะ”
“ม-ไม่จริง! แกเป็นแค่ผู้หญิงกระจอกๆ ไม่มีหัวนอนปลายเท้า!” รตีกรีดร้อง ชี้หน้าฉันอย่างลืมตัว
“หุบปากของแกซะนังสารเลว!” เจ้าสัวเกรียงไกรตบโต๊ะดังปังจนรตีสะดุ้งสุดตัวและล้มลงไปนั่งสั่นบนพื้น “ลูกสาวฉันลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับพวกสวะอย่างพวกแกก็บุญแค่ไหนแล้ว พวกแกบังอาจทำร้ายดวงใจของฉัน คิดว่าฉันจะปล่อยให้พวกแกมีที่ยืนบนโลกนี้อีกหรือไง!”
อิทธิพลหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ความจริงที่ปะทะแสกหน้าทำให้เขาตระหนักได้ในทันทีว่า ความสำเร็จที่เขาเย่อหยิ่งมาตลอด ไม่ใช่ฝีมือของเขาเลย แต่เป็นเพราะบารมีของภรรยาที่เขาเพิ่งทำร้ายและไล่ออกจากบ้านไปเมื่อคืน!
“พิมพ์! พิมพ์จ๋า! ผมขอโทษ!” อิทธิพลคลานเข่าเข้ามากอดข้อเท้าของฉัน น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอย่างน่าสมเพช “ผมหน้ามืดตามัวไปเอง! ผมถูกนังรตีนี่มันยั่วยวน! ให้โอกาสผมเถอะนะพิมพ์ เรากลับมารักกันเหมือนเดิมเถอะนะ!”
ฉันก้มลงมองผู้ชายที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่แทบเท้า ยกส้นรองเท้าส้นสูงสีแดงเข้มขึ้นเขี่ยมือของเขาออกอย่างรังเกียจ
“จำไม่ได้เหรออิทธิพล… เมื่อคืนคุณเพิ่งบอกให้ฉันไสหัวไป และอย่ากลับมาให้คุณเห็นหน้าอีก” ฉันก้มลงกระซิบที่ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดั่งมัจจุราช “ฉันก็เลยมาที่นี่ เพื่อส่งพวกคุณลงนรกไงคะ รอยตบ 6 ครั้งเมื่อคืน… ฉันขอคืนด้วยการยึดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณทั้งหมด!”
ฉันหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ข้างบิดาอย่างสง่างาม
“รปภ. โยนขยะสองชิ้นนี้ออกไปจากตึกฉัน และจัดการฟ้องร้องยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพวกมันให้หมดเนื้อหมดตัว อย่าให้เหลือแม้แต่เสื้อผ้าติดตัว!” เจ้าสัวสั่งการเสียงเฉียบขาด
เสียงร้องโหยหวนและคำขอโทษที่ไร้ค่าของอิทธิพลและรตีดังก้องไปทั่วห้องโถงขณะที่พวกเขาถูกลากตัวออกไปอย่างหมดสภาพ
ฉันมองภาพความล่มสลายนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นชา หยาดฝนเมื่อคืนนี้ได้ล้างแค้นและกวาดล้างสิ่งสกปรกออกไปจากชีวิตของฉันจนหมดสิ้นแล้ว บัลลังก์ลวงตาที่เขาสร้างขึ้นถูกบดขยี้ไม่มีชิ้นดี และนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะไม่มีใครกล้าทำร้ายทายาทแห่งเกรียงไกรคอร์ปอเรชั่นได้อีกตลอดกาล.
