ที่กระชากหน้ากากคนตายให้ฟื้นคืนชีพ
บทนำ: สามปีแห่งความบ้าคลั่งและหยาดน้ำตา
สายฝนโปรยปรายลงมาเบาๆ กระทบแผ่นหินอ่อนสีดำสนิทที่สลักชื่อ ‘รชต วรโชติเมธี’ หยดน้ำฝนไหลรินอาบรูปถ่ายของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของฉัน
ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่อุบัติเหตุรถยนต์ไฟไหม้ครั้งนั้นพรากเขาไปจากฉัน… ไม่มีวันไหนเลยที่ฉัน ‘รินลดา’ จะไม่มาที่สุสานแห่งนี้ ฉันมานั่งพูดคุยกับเขา เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง จัดดอกลิลลี่สีขาวที่เขาชอบไว้หน้าหลุมศพ จนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงต่างพากันส่ายหน้า บางคนถึงกับตราหน้าว่าฉัน ‘เสียสติ’ และ ‘จมปลักอยู่กับคนตาย’
แต่ใครจะเข้าใจเล่า… ว่าการสูญเสียคนที่รักที่สุดไปโดยไม่ได้เอ่ยคำร่ำลามันทรมานแค่ไหน ฉันปักใจเชื่อมาตลอดว่าวิญญาณของเขายังคงวนเวียนอยู่ตรงนี้ รอคอยฉันอยู่เสมอ
จนกระทั่ง… วันนี้
จุดเปลี่ยน: คำพูดไร้เดียงสาที่กรีดลึกถึงขั้วหัวใจ
ขณะที่ฉันกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนบางซับคราบน้ำฝนออกจากรูปถ่ายของรชต จู่ๆ ก็มีสัมผัสเล็กๆ กระตุกที่ชายกระโปรงของฉัน เมื่อก้มลงไปมอง ฉันพบกับเด็กชายวัยประมาณหกเจ็ดขวบ หน้าตาจิ้มลิ้มแต่เนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย เขาน่าจะเป็นลูกหลานของคนเฝ้าสุสาน
เด็กน้อยชี้ฝ่ามือเล็กๆ ไปที่รูปถ่ายบนแผ่นหิน ก่อนจะเอียงคอแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน
“คุณน้ามาคุยกับรูปทำไมครับ… ลุงคนนี้เขายังไม่ตายสักหน่อย”
ฉันชะงัก มือที่ถือผ้าเช็ดหน้าสั่นสะท้าน “หนู… หนูพูดว่าอะไรนะลูก?”
“ลุงคนนั้นยังไม่ตายครับ” เด็กน้อยพูดย้ำด้วยแววตาซื่อตรง “เขาอาศัยอยู่ในบ้านของคุณยายผมเอง แต่แปลกมากเลยนะฮะ… ลุงเขาจะคอยวิ่งไปซ่อนตัวในห้องใต้หลังคาตลอดเวลาที่มีคนเรียกชื่อ ‘รชต’ คุณยายบอกว่าลุงเขาเล่นซ่อนแอบอยู่”
รินลดาถึงกับยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เลือดในกายเย็นเยียบ เสียงสายฝนที่ตกลงมากระทบร่มสีดำดูเหมือนจะเงียบงันไปชั่วขณะ
“หนู… หนูจำผิดคนหรือเปล่าลูก ลุงคนนี้เขาจากไปสามปีแล้วนะ” ฉันพยายามเค้นเสียงที่แหบพร่าถามออกไป แม้ในใจจะเริ่มเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
“ไม่ผิดหรอกฮะ!” เด็กน้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงนักเรียนสีสีกากี แล้วหยิบพวงกุญแจไม้สลักรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงออกมา “นี่ไงฮะ ลุงเขาทำพวงกุญแจแบบนี้ตกไว้ในสวน คุณยายก็มีอีกครึ่งดวงที่เป็นรูปพระจันทร์”
วินาทีที่ดวงตาของฉันปะทะเข้ากับพวงกุญแจไม้นั้น เข่าของฉันก็แทบจะทรุดลงกับพื้น… พวงกุญแจไม้แกะสลักรูปพระอาทิตย์ เป็นของทำมือที่ฉันทำคู่กับรชตในวันครบรอบแต่งงานปีแรก ส่วนรูปพระจันทร์… คือของฉันเอง!
“บ้าน… บ้านคุณยายของหนูอยู่ที่ไหนพาแม่… เอ้ย พาน้าไปดูได้ไหมลูก?”
ความจริงที่ซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ท้ายซอย
เด็กน้อยพาฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ทรงยุโรปเก่าแก่หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ลึกสุดของซอยเปลี่ยว รั้วเหล็กดัดสูงตระหง่านถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนดูเร้นลับ ฉันจำได้เลือนรางว่านี่คือบ้านพักตากอากาศเก่าของครอบครัวรชต ที่แม่สามีของฉัน ‘คุณนายวิไล’ เคยบอกว่าขายทิ้งไปนานแล้วเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ของตระกูล
“คุณยายผมเป็นแม่บ้านที่นี่ฮะ ส่วนคุณผู้หญิงเจ้าของบ้านไม่ค่อยออกมาเจอใคร” เด็กน้อยกระซิบ
ความสงสัยและความหวาดหวั่นตีรวนอยู่ในอก ฉันตัดสินใจให้เงินค่าขนมเด็กน้อยและบอกให้เขากลับไปหาแม่ ส่วนฉันแอบลักลอบเดินเลาะไปตามแนวพุ่มไม้หลังบ้าน สายฝนยังคงตกปรอยๆ ช่วยกลบเสียงฝีเท้าของฉันได้เป็นอย่างดี
เมื่อฉันเดินมาถึงระเบียงกระจกด้านหลังบ้าน สิ่งที่ฉันเห็นผ่านม่านโปร่งแสงที่แง้มอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้ฉันแทบลืมวิธีการหายใจ
บนโซฟาหนังสีน้ำตาลราคาแพง… ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง คุ้นตาทุกกระเบียดนิ้ว กำลังนั่งจิบไวน์แดงอย่างสบายอารมณ์ เขากำลังหัวเราะหยอกล้อกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง… ผู้หญิงที่ฉันรู้จักดีที่สุด ‘แพรวา’ น้องสาวบุญธรรมของรชตที่เคยหนีออกจากบ้านไปเมื่อหลายปีก่อน!
ใบหน้าหล่อเหลาที่ฉันเฝ้าร้องไห้กอดรูปถ่ายหน้าหลุมศพมาตลอดสามปี บัดนี้กำลังซุกไซ้ซอกคอของผู้หญิงคนนั้นอย่างลึกซึ้ง
“รชต…” เสียงของฉันขาดห้วงอยู่ในลำคอ น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วกลับทะลักทลายออกมา ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความโกรธแค้นและเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงอย่างเลือดเย็น
เผชิญหน้า: วันที่หน้ากากถูกกระชาก
ฉันไม่สนใจอะไรอีกต่อไป ฉันเดินอ้อมไปที่ประตูหลังบ้านซึ่งไม่ได้ล็อกและผลักมันเข้าไปอย่างแรง
ปัง!!
เสียงประตูเปิดกระแทกผนังทำให้ชายหญิงคู่บนโซฟาสะดุ้งสุดตัวและหันขวับมามอง วินาทีที่สายตาของรชตประสานเข้ากับฉัน แก้วไวน์ในมือของเขาก็ร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย
“ร-รินลดา…” รชตหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี เขารีบผละออกจากแพรวาและลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก “ริน… รินมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“สามปี…” ฉันก้าวเข้าไปหาเขาทีละก้าว น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าสายฝนด้านนอก “สามปีที่ฉันแทบจะเป็นบ้า ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ถูกตราหน้าว่าเป็นอีบ้าจมปลักกับผัวตาย… แต่คุณกลับมาเสวยสุขอยู่ที่นี่ กับน้องสาวบุญธรรมของคุณงั้นเหรอ!”
แพรวาที่ตั้งสติได้ รีบเดินมาเกาะแขนรชต มองฉันด้วยสายตาที่ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “พี่ริน… ในเมื่อพี่รู้แล้ว ฉันก็จะไม่อ้อมค้อม พี่รชตเขาไม่ได้รักพี่มาตั้งนานแล้ว แต่เขาหย่ากับพี่ไม่ได้เพราะสมบัติของตระกูลพี่”
“หุบปากนะแพรวา!” รชตตวาด ก่อนจะหันมามองฉันด้วยแววตาเว้าวอน “ริน… ผมอธิบายได้นะ คือตอนนั้นบริษัทผมกำลังจะล้มละลาย ผมเป็นหนี้มาเฟียหลายสิบล้าน ผมไม่มีทางเลือก ผมเลยต้องจัดฉากอุบัติเหตุนั้นขึ้นมา เพื่อรับเงินประกันชีวิต…”
“แล้วทิ้งหนี้สินก้อนโตทั้งหมดไว้ให้ฉันชดใช้แทนงั้นสิ!” ฉันตวาดกลับสุดเสียง น้ำตาไหลพราก “คุณรู้ไหมว่าฉันต้องขายบ้าน ขายรถ ต้องทำงานงกๆ เพื่อตามล้างตามเช็ดหนี้ที่คุณไม่ได้สร้างไว้ให้ฉันคนเดียว แต่คุณเอาเงินประกันหลายสิบล้านมาซ่อนตัวเสวยสุขอยู่ที่นี่!”
ฉันมองผู้ชายตรงหน้า… เขาไม่ใช่รชตคนที่ฉันเคยรักอีกต่อไป เขาคือปีศาจที่เห็นแก่ตัวที่สุด
“ริน… ผมขอโทษ ผมตั้งใจว่าถ้าเรื่องเงียบเมื่อไหร่ ผมจะกลับไปหาคุณ…” รชตพยายามจะเอื้อมมือมาจับฉัน แต่ฉันสะบัดออกอย่างแรง
“อย่าเอามือสกปรกของคุณมาแตะตัวฉัน!” ฉันเชิดหน้าขึ้น กัดฟันข่มความอ่อนแอทั้งหมดที่มี “ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะเรียกร้องอะไรจากคนตายอย่างคุณหรอกรชต เพราะสำหรับฉัน… ‘ผัวของฉัน’ ได้ตายไปแล้วจริงๆ ตั้งแต่สามปีก่อน”
บทสรุป: อิสรภาพที่แท้จริง
ฉันถอดแหวนแต่งงานที่นิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่ฉันไม่เคยถอดมันออกเลยตลอดสามปี ปามันใส่หน้ารชตอย่างแรงจนมันกระดอนตกลงไปบนกองเศษแก้วไวน์ที่แตกละเอียด
“จำเอาไว้นะรชต… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่ไปเหยียบที่สุสานนั่นอีก และคุณ… ก็จงซ่อนตัวอยู่ในคุกใต้หลังคานี้ไปตลอดชีวิตเถอะ เพราะถ้าฉันเห็นหน้าคุณเดินอยู่ข้างนอกเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละ จะเป็นคนเอาหลักฐานทั้งหมดไปส่งให้ตำรวจเรื่องที่คุณฉ้อโกงเงินประกัน!”
ฉันหันหลังเดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
สายฝนยังคงตกกระหน่ำ แต่แปลกที่ครั้งนี้ฉันกลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป ร่มสีดำที่เคยถือไว้ถูกทิ้งลงพื้น ฉันปล่อยให้สายฝนชำระล้างคราบน้ำตาและความโง่เขลาของตัวเองตลอดสามปีที่ผ่านมา
รชตตายไปแล้ว… ตายไปจากใจของฉันอย่างสมบูรณ์แบบ
ก้าวเดินต่อไปนี้ จะไม่มีผู้หญิงที่ชื่อรินลดาผู้บ้าคลั่งนั่งเฝ้าหลุมศพอีกต่อไป จะมีเพียงรินลดาคนใหม่ ที่พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ และทิ้งอดีตอันเน่าเฟะไว้เบื้องหลัง… ตลอดกาล
